เนื้อความคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นคู่สัญญากับจำเลยผู้รับประกันภัยโดยตรง โจทก์ในฐานะคู่สัญญาย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาได้และเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต จำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ คงอุทธรณ์เฉพาะในปัญหาว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ เพราะโจทก์ยินยอมให้นำรถยนต์ออกให้เช่า เมื่อรถยนต์สูญหายจึงเข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องจึงเป็นอันยุติแล้ว จำเลยจะยกขึ้นฎีกาอีกหาได้ไม่ ฎีกาในปัญหานี้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้อง)
ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทราบเจตนาอันแท้จริงของโจทก์ในการใช้รถยนต์และการทำสัญญาประกันภัยแล้วว่าได้เปลี่ยนการใช้รถยนต์จากการใช้ส่วนบุคคลเป็นการใช้เพื่อการพาณิชย์ และตีความกรมธรรม์ประกันภัยว่า คู่สัญญาไม่ประสงค์ให้ข้อยกเว้นข้อ 5.1 มีความผูกพันกันนั้น เกินเลยจากลายลักษณ์อักษรที่ระบุไว้ชัดแจ้ง การใช้เพื่อการพาณิชย์ไม่รวมถึงการนำรถออกให้บุคคลภายนอกเช่า โจทก์ต้องแจ้งให้ชัดเจนถึงการนำรถออกให้เช่าเพราะมีความเสี่ยงภัยกรณีรถยนต์สูญหายแตกต่างไป คู่สัญญาไม่ได้มีเจตนาจะยกเลิกข้อสัญญาเดิม และการที่นางศุภิสรายักยอกรถยนต์ไปอยู่ในข้อยกเว้น ข้อ 5.1 ซึ่งมีข้อความชัดเจนแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ถือว่า
เหตุรถยนต์สูญหายมิได้เกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์ของนายปิยะผู้รับมอบการครอบครองรถยนต์จากโจทก์ จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่ระบุไว้ เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบ นั้น เห็นว่า ที่โจทก์ขอเปลี่ยนแปลงการใช้รถยนต์จากการใช้ส่วนบุคคลเป็นการใช้เพื่อการพาณิชย์ตามใบสลักหลังเอาประกันภัยรถยนต์นั้น จำเลยเรียกเก็บเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นเนื่องจากการใช้รถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีความเสี่ยงภัยมากกว่าการใช้ส่วนบุคคล ซึ่งในใบสลักหลังเอาประกันภัยรถยนต์ มีข้อความระบุว่า 1. ให้ยกเลิกรายการใช้รถยนต์เดิม และใช้รถยนต์ตามที่ระบุไว้ในเอกสารแนบท้ายนี้แทน 2. ให้ปรับเบี้ยประกันภัยให้เป็นไปตามที่ระบุไว้ในเอกสารแนบท้ายนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลบังคับเฉพาะต่อรถยนต์ที่ระบุไว้ข้างต้น
เงื่อนไขและสัญญาประกันภัยข้ออื่นๆ ไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้น ผลบังคับของเงื่อนไขความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย จึงยังเป็นเช่นเดิม เพียงแต่การใช้รถยนต์ตามที่ระบุในตารางกรมธรรม์ประกันภัยเปลี่ยนแปลงจากการใช้ส่วนบุคคลเป็นการใช้เพื่อการพาณิชย์ หากเกิดความเสียหายต่อรถยนต์ เช่น รถยนต์เกิดอุบัติเหตุในขณะนำรถไปใช้เพื่อการพาณิชย์ จำเลยก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายต่อรถยนต์ให้แก่โจทก์ ส่วนเงื่อนไขความคุ้มครองกรณีรถยนต์สูญหายยังต้องเป็นไปตามกรมธรรม์ประกันภัยในหมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ที่ระบุการยกเว้นความรับผิดของจำเลย ตามข้อ 5.1 ว่า ยกเว้นไม่คุ้มครองความสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า
สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเงื่อนไขความคุ้มครองในหมวดนี้ยังคงมีผลบังคับโดยหาได้ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงการใช้รถยนต์จากการใช้ส่วนบุคคลเป็นการใช้เพื่อการพาณิชย์แต่อย่างใดไม่ เมื่อโจทก์เบิกความเกี่ยวกับการใช้รถยนต์ว่า โจทก์ให้นายปิยะเป็นตัวแทนนำรถยนต์ออกให้บุคคลภายนอกเช่า สอดคล้องกับที่นายปิยะเบิกความว่า เมื่อประมาณวันที่ 15 กันยายน 2548 โจทก์นำรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ ป้ายแดง ยังไม่มีหมายเลขทะเบียน มาร่วมธุรกิจเพื่อให้พยานนำรถยนต์คันดังกล่าวออกให้เช่า โดยนายปิยะยังตอบคำถามค้านด้วยว่า โจทก์จะได้รับผลประโยชน์กรณีลูกค้าเช่ารถยนต์ร้อยละ 80 จึงรับฟังได้ว่า
โจทก์กับนายปิยะมีผลประโยชน์ร่วมกันในการนำรถยนต์ออกให้เช่า เหตุที่รถยนต์สูญหายไปนั้น เนื่องมาจากเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2548 นายปิยะให้นางศุภิสราเช่ารถยนต์คันดังกล่าวไป โดยมีกำหนดเวลาเช่า 3 วัน ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2548 แต่นางศุภิสราไม่นำรถยนต์มาส่งคืน การที่โจทก์ยินยอมให้นายปิยะนำรถยนต์ออกให้เช่า โดยโจทก์กับนายปิยะมีข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์จากค่าเช่ารถยนต์ที่ได้รับ เช่นนี้ โจทก์เป็นผู้มอบการครอบครองรถยนต์เพื่อนำออกให้เช่าผ่านนายปิยะ เมื่อนางศุภิสราทำสัญญาเช่ารถยนต์กับนายปิยะซึ่งเป็นบุคคลที่โจทก์มอบหมาย ก็เท่ากับโจทก์มอบการครอบครองรถยนต์แก่นางศุภิสราโดยการดำเนินการของนายปิยะนั่นเอง เหตุที่รถยนต์สูญหายมาจากการที่นางศุภิสรา ผู้เช่า ไม่ส่งคืนรถยนต์ จึงเป็นการยักยอกทรัพย์โดยบุคคลที่ครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า ย่อมเข้าเงื่อนไขการยกเว้นความรับผิดตามข้อ 5.1 ดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น
Result
พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ