Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1569/2519

พ.ศ. 2519 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การที่โจทก์ปกปิดความจริงโดยนิ่งเสียไม่ไขข้อความจริงที่ควรแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าภรรยาและญาติของจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจ้างโจทก์ให้ว่าความไว้แล้วเป็นเงิน 10,000 บาท ทำให้จำเลยที่ 1 หลงเข้าใจผิดว่ายังไม่มีสัญญาจ้างว่าความให้ตน จึงยอมทำสัญญาจ้างโจทก์ให้ว่าความอีกเป็นเงิน 25,000 บาท หากโจทก์บอกความจริง จำเลยที่ 1 ก็คงไม่ยอมทำสัญญาให้อีก ถือว่าเป็นกลฉ้อฉลที่มีสาระสำคัญถึงขนาด สัญญาจ้างว่าความที่จำเลยที่ 1 ทำไว้ตกเป็นโมฆียะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 121,124 จำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกล้างได้ และเมื่อจำเลยที่ 1 บอกล้างโมฆียะกรรมยังไม่พ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ทราบถูกโจทก์ทำกลฉ้อฉลสัญญาจ้างว่าความดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 137,138 ทำให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันตามสัญญานั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ค่าจ้างว่าความ

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยที่ ๑ ถูกฟ้องฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลจังหวัดลพบุรีพิพากษาจำคุก

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา จำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินคดีชั้นฎีกาให้จำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๒๕,๐๐๐ บาท ชำระให้แล้ว ๕,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือทำเป็นสัญญาไว้ ๒ ฉบับ คือทำให้เป็นสัญญากู้ ๕,๐๐๐ บาท และเป็นสัญญาจ้างความอีก ๑๕,๐๐๐ บาท โจทก์ดำเนินคดีชั้นศาลฎีกา จนผลที่สุดศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ ๑ โจทก์ทวงถามค่าจ้างว่าความ จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระอีก ๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ระหว่างที่ต้องคุมขังอยู่ในเรือนจำกลาง โจทก์เข้าไปเยี่ยมและบอกกล่าวได้จัดการขออ้างพยานเพิ่มเติมและจะช่วยแถลงการณ์ประกอบคดีให้หากจำเลยหลุดพ้นข้อหาโจทก์ขอค่าจ้าง ๑๕,๐๐๐ บาท

จำเลยอยู่ในสภาพนักโทษจิตใจไม่ปกติ และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงได้เซ็นชื่อในสัญญาให้โจทก์ไปโดยไม่ทราบว่าภรรยาและญาติได้ตกลงว่าจ้างไว้ก่อนแล้ว โจทก์ให้จำเลยทำสัญญาจ้างฉบับหลังขึ้นโดยไม่สุจริตเพราะปกปิดความจริงไม่แจ้งให้จำเลยทราบก่อน ถ้าจำเลยทราบความจริงก็จะไม่ยอมทำสัญญาจ้างฉบับหลังให้โจทก์ ฉะนั้นสัญญาจ้างฉบับหลังจึงตกเป็นโมฆะ เพราะจำเลยสำคัญผิด โจทก์ไม่มีสิทธิเอาสัญญาจ้างฉบับเงิน ๑๕,๐๐๐ บาทมาฟ้องจำเลยเป็นการเอาเปรียบ จำเลยจะยอมชำระเงิน ๕,๐๐๐ บาทที่ภรรยาและญาติตกลงไว้และค้างอยู่เท่านั้น จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ที่ ๕ ให้การว่า ตกลงว่าจ้างโจทก์เป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทจริง ได้ชำระได้แล้ว ๕,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือทำเป็นสัญญากู้ไว้โดยตกลงกับโจทก์ว่า

ถ้าจำเลยที่ ๑ พ้นข้อหาจะให้จำเลยที่ ๑ ชำระแทน ส่วนสัญญาจ้างว่าความ จำเลยมิได้เป็นคู่สัญญาด้วย จำเลยไม่ต้องรับผิด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมกันชำระค่าจ้างว่าความที่ค้าง ๕,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าจ้างว่าความให้โจทก์เพิ่มขึ้นอีก ๑๕,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราและระยะเวลาตามฟ้อง จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โดยเหตุผลทำให้ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ว่าจ้างโจทก์ว่าความเป็นเงิน ๒๕,๐๐๐ บาทดังโจทก์อ้าง แต่ตกลงค่าจ้างกันเพียง ๑๐,๐๐๐ บาทตามที่จำเลยนำสืบ โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ ๑ ถูกคุมขังอยู่ ณ เรือนจำกลางบางขวางซึ่งอยู่คนละจังหวัด ห่างไกลจากภรรยาและญาติ จึงถือโอกาสเดินทางมาพูดหว่านล้อมขอให้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างว่าความให้ ซึ่งอาจได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นอีก พอดีจำเลยที่ ๑ ก็ยอมทำตาม จึงเกิดเอกสารหมาย จ.๒ ขึ้น ทั้งนี้โดยปกปิดความจริงไม่บอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ทราบว่าภรรยาและญาติได้ทำสัญญาจ้างโจทก์ให้ว่าความไว้แล้ว เป็นการกระทำที่ไม่สุจริต เพราะโจทก์นิ่งเสียไม่ไขข้อคามจริงที่ควรบอกให้แจ้ง ทำให้จำเลยที่ ๑ หลงผิดเข้าใจผิดว่ายังไม่มีสัญญาจ้างว่าความให้ตน จึงยอมทำสัญญาตามเอกสารหมาย

จ.๒ หากโจทก์บอกความจริง ว่าได้ทำสัญญาให้ตามเอกสารหมาย จ.๒ อีก ดังที่จำเลยนำสืบต่อสู้ไว้ การแสดงเจตนาทำสัญญาของจำเลยที่ ๑ ครั้งนั้นเกิดขึ้นจากกลฉ้อฉลของโจทก์ และเป็นกลฉ้อฉลที่มีสาระสำคัญถึงขนาด เพราะฉะนั้นเอกสารตามเอกสารหมาย จ. ๒ จึงตกเป็นโมฆียะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๑,๑๒๔ จำเลยที่ ๑ มีสิทธิบอกล้างได้ ทั้งจำเลยที่ ๑ นำสืบไว้ว่า เมื่อญาติบอกว่าได้ชำระเงินให้โจทก์ไปแล้ว ๕,๐๐๐ บาทกับทำสัญญากู้เงินให้โจทก์อีก ๕,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ รีบไปหาโจทก์ขอเลิกสัญญาฉบับเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท โจทก์บอกว่าไม่เป็นไรให้เอาเงิน ๕,๐๐๐ บาทตามสัญญากู้ไว้มาให้ แสดงว่ามีการบอกล้างสัญญาตามเอกสารหมาย จ.๒ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ทำไว้ด้วยกลฉ้อฉลของโจทก์แล้ว

มีปัญหาต่อไปว่า จำเลยที่ ๑ ได้ บอกล้างโมฆียะกรรมภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ ๑ เบิกความว่าทราบเรื่องญาติว่ามีสัญญาจ้างว่าความกันไว้ภายหลังจากฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ได้เบิกความว่าเคยไปศาลฎีกาในวันนัดแถลงการณ์ พวกที่พี่น้องคุยกับจำเลยที่ ๑ เล่าให้ฟังว่าได้ให้เงินโจทก์ไป ๕,๐๐๐ บาท และทำสัญญากู้เงินให้ไว้อีก ๕,๐๐๐ บาท แสดงว่าจำเลยที่ ๑ ทราบเรื่องกับพวกญาติทำสัญญาจ้างโจทก์ว่าความให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้วแต่วันนัดแถลงการณ์ ปรากฏจากสำนวนคดีอาญาของศาลจังหวัดลพบุรีหมายเลขแดงที่ ๑๙๑/๒๕๑๘ ว่ามีนัดแถลงการณ์ ๒ ครั้ง คือวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๑๕ และวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๑๕ คิดหาระยะเวลาจำเลยที่ ๑ ทราบว่าถูกโจทก์ทำกลฉ้อฉลตั้งแต่วันนัดแถลงการณืครั้งแรกไปจนถึงวันบอกล้าง โดยจำเลยที่ ๑ เบิกความว่าไปบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว

ต่อมาโจทก์จึงทำหนังสือทวงเงินตามสัญญาจากจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ เมื่อตรวจดูหนังสือทวงเงินตามเอกสารหมาย ล.๑ ปรากฏว่าลงวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๑๖ นับระยะเวลาจากวันนัดแถลงการณ์ครั้งแรกมาจนถึงวันที่ลงไว้ในหนังสือทวงเงินเป็นเวลา ๘ เดือนเศษยังไม่พ้นหนึ่งปี จำเลยที่ ๑ จึงมีสิทธิสมบูรณ์ในการบอกล้างโมฆียะกรรมได้โดยชอบด้วยกฎหมายและนิติกรรม สัญญาตามเอกสารหมาย จ.๒ จึงตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๗,๑๓๘ ทำให้โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันตามสัญญาฉบับดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ในจำนวนเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท

Result

พิพากษาแก้ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

Matter details

Panel of judges
สวัสดิ์ สุขศรีวงษ์ · บัญญัติ สุชีวะ · พิสัณห์ ลีตเวทย์
Lower court
ศาลจังหวัดลพบุรี - นายประเสริฐ ศรีสุข
ศาลอุทธรณ์ - นายดุสิต วราโห
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 8368/2538

จำเลยนอกจากจะให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์หลอกลวงให้จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับหนังสือมอบอำนาจโดยไม่ได้กรอกข้อความ จำเลยยังได้ให้การอีกว่า ในขณะที่จ…

Supreme Court Judgment No. 1835/2534

แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในช่วงเวลาที่มีการโอนขายรถยนต์พิพาทส.ป่วยมากทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่ก็ปรากฏในคำขอโอนทะเบียนรถยนต์ว่า ส.ลงชื่อในช่องผู้โอนในเอกสารดังกล่าวโดยวิธีลงลายมือชื่อ แสดงว่าขณะที่ ส.โอ…

Supreme Court Judgment No. 5137/2533

โจทก์กับ พ. จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2514ที่ดินตามฟ้อง พ. ได้มาก่อนจดทะเบียนสมรส ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นสินเดิมของ พ. ต่อมาเมื่อใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได…

Supreme Court Judgment No. 3237/2527

มาตรา 137 วรรคสองแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 8 ) พ.ศ.2519 มาตรา 4 สามีไม่มีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมที่ภรรยาเป็นผู้กระทำไว…

Supreme Court Judgment No. 7242/2538

เมื่อจำเลยที่ 1 ซื้อที่พิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขายที่พิพาทให้โจทก์ ตามที่โจทก์อ้างว่าผู้แทนของจำเลยที่ 1 รับรองว่าจะขายให้โจทก์ในภายหลัง แต่ได้ขายให้จำเลยที่ 2และที…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up