Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1717/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลว่า จำเลยยินยอมชำระเงินให้โจทก์จำนวนหนึ่งภายใน 6 เดือน โดยจำเลยจะผ่อนชำระเป็นรายเดือน หากจำเลยผิดนัดงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้และให้คิดดอกเบี้ยในเงินที่ค้างชำระนับแต่วันผิดนัด เมื่อจำเลยชำระเงินครบถ้วนแล้วโจทก์จะถอนฟ้องจำเลยในคดีอาญาในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ดังนี้ แม้จำเลยจะผิดนัดชำระเงิน 2 งวดไม่ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้บังคับคดีหรือคิดดอกเบี้ยจากจำเลยถือได้ว่าโจทก์จำเลยต่างมีเจตนาระงับข้อผูกพันเดิมโดยไม่ถือว่าการไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเป็นการผิดสัญญา และไม่ติดใจเรื่องดอกเบี้ยกันแล้ว เมื่อจำเลยชำระหนี้งวดสุดท้ายให้โจทก์โจทก์จะไม่รับโดยเกี่ยงจะคิดดอกเบี้ยด้วยหาได้ไม่ การที่จำเลยนำเงินนั้นไปวางที่กรมบังคับคดีภายในกำหนดตามสัญญาจึงเป็นการชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์ต้องถอนฟ้องคดีอาญาให้จำเลย และมีผลเป็นการยอมความในคดีอาญาสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไป

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 154 ป.พ.พ. Section 393 ป.พ.พ. Section 852 ป.วิ.อ. Section 35 ป.วิ.อ. Section 39 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 Section 3

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๓

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว สั่งประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๓ จำคุก ๑ ปี

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่าโจทก์จำเลยยอมความกันแล้วที่ศาลแพ่ง สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติว่าจำเลยกระทำความผิดจริงตามฟ้อง ปัญหาว่าระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ สิทธินำคดีนี้มาฟ้องระงับไปแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ต่อไปว่า ระหว่างอุทธรณ์โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันที่ศาลแพ่งในคดีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทว่า 'ข้อ ๑ จำเลยยินยอมชำระเงินจำนวน๒๐๘,๙๕๐ บาทแก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายใน ๖ เดือน นับแต่วันทำสัญญานี้ โดยจะทำการผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า ๓๐,๐๐๐ บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๒๙และงวดต่อไปในทุกวันที่ ๔ ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบเต็มจำนวน..... ข้อ ๒ หากจำเลยผิดนัดการชำระเงินงวดหนึ่งงวดใด ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด

ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีทั้งหมดได้ทันที โดยให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งในเงินที่คงค้างชำระนับแต่วันผิดนัด ข้อ ๓ เมื่อจำเลยชำระเงินครบถ้วนตามข้อ ๑ แล้ว โจทก์จะถอนฟ้องจำเลยในคดีอาญา.....ข้อ ๔ .......... ข้อ ๕ ..........' จำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว ๒ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๒๙ ด้วยเช็คจำนวนเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๒๙ด้วยสร้อยข้อมือเพชร ตีราคาเป็นเงิน ๗๕,๐๐๐ บาท และจำเลยพร้อมชำระให้โจทก์สำหรับหนี้ที่เหลือ ๘๓,๙๐๐ บาท ด้วยตั๋วแลกเงินของธนาคาร แต่โจทก์ไม่ยอมรับโดยเกี่ยงจะเอาดอกเบี้ยอ้างว่าจำเลยผิดนัด จำเลยจึงนำเงินจำนวนดังกล่าวไปวางไว้ที่กองคลัง กรมบังคับคดี

กระทรวงยุติธรรมเป็นการชำระหนี้โจทก์เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๒๙ ปัญหามีว่า ถือได้หรือยังว่าจำเลยชำระเงินให้โจทก์ครบถ้วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว อันเป็นเหตุให้โจทก์จะต้องถอนฟ้องคดีนี้ตามที่ตกลงไว้ กล่าวคือ สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการยอมความในคดีอาญาซึ่งมีเงื่อนไข และเงื่อนไขนั้นได้ลุล่วงแล้วอันเป็นเหตุให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป

ศาลฎีกาเห็นว่า ตามสัญญาข้อ ๓ ระบุเพียงว่าเมื่อจำเลยชำระเงินครบถ้วนตามข้อ ๑ แล้ว โจทก์จะถอนฟ้องจำเลยในคดีอาญา มิได้คำนึงว่าจะมีการผิดนัดในระหว่าง ๖ เดือนนั้น อันจะเป็นเหตุให้ต้องบังคับคดีและคิดดอกเบี้ยกันหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ไปแยกระบุไว้ต่างหากเป็นข้อ ๒ ซึ่งไม่เป็นเงื่อนไขในการจะถอนฟ้อง ทั้งในทางปฏิบัติโจทก์เองก็รับชำระหนี้จากจำเลยสองครั้งเมื่อวันที่ ๒๔ และ๒๖ มิถุนายน ๒๕๒๙ ตามลำดับ ซึ่งผิดสัญญาที่นัดชำระหนี้งวดแรกและงวดที่สองวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๒๙ กับวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๒๙ตามลำดับ โดยโจทก์มิได้อิดเอื้อนหรือเกี่ยงงอนจะบังคับคดีหรือคิดดอกเบี้ยจากจำเลยแต่ประการใด ถือได้ว่าโจทก์จำเลยต่างมีเจตนาจะระงับข้อผูกพันเดิม โดยไม่ถือว่าการไม่ชำระหนี้ตามกำหนดนัดในสัญญาเป็นการผิดสัญญา

นั่นคือไม่ติดใจเรื่องดอกเบี้ยกันแล้วนั้นเอง เมื่อจำเลยจะชำระหนี้งวดสุดท้ายให้โจทก์ โจทก์ไม่รับโดยเกี่ยงจะคิดดอกเบี้ยด้วยจึงไม่ชอบ ฉะนั้น เมื่อจำเลยนำเงินนั้นไปวางที่กองคลัง กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ในเดือนสิงหาคม ๒๕๒๙ ซึ่งอยู่ในกำหนด ๖ เดือน นับแต่วันทำสัญญา จึงเป็นการชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว โจทก์มีความผูกพันที่จะต้องถอนฟ้องคดีอาญาให้จำเลยตามข้อตกลง กรณีจึงมีผลเป็นการยอมความในคดีอาญา สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒)

Result

พิพากษายืน.

Matter details

Panel of judges
ปชา วรธรรมพินิจ · จุนท์ จันทรวงศ์ · เสียง ตรีวิมล
Lower court
ศาลอาญา - นายวิเทพ ศิริพากย์
ศาลอุทธรณ์ - นายสง่า ผลฉาย
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 142/2534

คดีความผิดต่อส่วนตัว โจทก์ยื่นคำร้องระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยต่อไป ขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี พอแปลได้ว่าโจทก์มีความประสงค์ขอถอนฟ้องเมื่อจำเลยไม่คัดค้าน ศาลฎีกาอ…

Supreme Court Judgment No. 1009/2533

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น โจทก์จำเลยตกลงกันได้และต่างแถลงร่วมกันว่าจำเลยได้ชำระเงินแก่โจทก์เกือบหมดแล้วส่วนที่เหลือจำเลย…

Supreme Court Judgment No. 1433/2506

คดีความผิดต่อส่วนตัวนั้นเมื่อผู้เสียหายได้ทำสัญญาจะถอนฟ้องไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยแล้ว ย่อมมีผลเป็นการยอมความ ทำให้สิทธินำคดีมาฟ้องระงับไปตามกฎหมายด้วย

Supreme Court Judgment No. 1280/2502

มูลกรณีในคดีอาญา โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่ง และโจทก์จำเลยได้ทำความตกลงกันไว้โดยชัดแจ้งตามหลักฐานเอกสารว่า ทั้งสองฝ่ายยินยอมจะไม่ดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญากันอีกต่อไป ดังนี้ เป็นการยอมความแก่กันแ…

Supreme Court Judgment No. 4022/2558

ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จึงไม่อาจถอนฟ้องหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35 วรรคแรก สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ มาตร…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up