คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนคาร์ไบน์ จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืน โดยมิได้รับอนุญาต และใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายสินโดยเจตนาฆ่า แต่กระสุนพลาดไปโดยนายเสงี่ยมได้รับบาดเจ็บ นายสินและนายเสงี่ยมไม่ตายสมดังเจตนาฆ่าของจำเลย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 55, 78 ฯลฯ
จำเลยให้การว่า อาวุธปืนและกระสุนปืนตามฟ้องเป็นอาวุธที่ผู้บังคับบัญชามอบให้ไว้เพื่อปฏิบัติหน้าที่เพราะจำเลยเป็น อ.ส. จำเลยทำปืนลั่นถูกนายเสงี่ยมโดยประมาท ไม่มีเจตนาฆ่าศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 78 และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 60 ให้ลงโทษจำคุก ของกลางริบจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ให้ลงโทษจำคุก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาว่าจำเลยกระทำผิดโดยมีเจตนาฆ่านายสินศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทำปืนลั่นโดยประมาท แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า จำเลยเป็นสมาชิกอาสาสมัครรักษาดินแดน
สังกัดกองร้อย อส. อำเภออรัญประเทศ ได้ปฏิบัติหน้าที่ประจำศูนย์รับผู้อพยพลี้ภัยชาวเขมรอำเภออรัญประเทศ ตามหนังสืออนุมัติสั่งใช้ของอำเภอที่ ปจ.57/1481 นายอำเภออรัญประเทศได้จ่ายอาวุธปืนประจำตัวให้คืออาวุธปืนของกลางในคดีนี้ ปืนของกลางจึงเป็นอาวุธปืนของทางราชการได้จ่ายให้เป็นอาวุธปืนประจำตัวของจำเลยใช้ในราชการอาสาสมัครรักษาดินแดน จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ดังโจทก์ฟ้อง ในปัญหาดังกล่าวแม้จะไม่มีประเด็นมาสู่ศาลฎีกาโดยตรง แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ของกลางคืนส่วนราชการผู้เป็นเจ้าของ