Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1824/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์และจำเลยที่1มีข้อตกลงกันว่าเมื่อโจทก์ชำระเงินไปตามเล็ตเตอร์ออฟเครดิตหรือสัญญาทรัสต์ซีทแล้วให้นำไปหักจากบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่1ได้ซึ่งตามรายการและจำนวนเงินที่หักจากบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่1ได้ระบุเลขที่ของเล็ตเตอร์ออฟเครดิตจำนวนเงินตรงกับที่โจทก์นำมาฟ้องทั้ง6ฉบับทั้งเอกสารที่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่1ทราบว่าได้หักบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่1ไปแล้วก็เป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้นำหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซิทไปหักจากบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่1แล้ว เมื่อหนี้ระงับไปแล้วแม้จำเลยที่3ที่4และที่7ถึงที่10จะมีหนังสือขอผ่อนผันชำระหนี้ก็หาทำให้ต้องรับผิดอีกไม่ แม้จำเลยที่1,ที่2,ที่4,ที่7,ที่8,ที่9และที่10จะมิได้ฎีกาขึ้นมาแต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่1,ที่2,ที่4,ที่7,ที่8,ที่9และที่10ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา245(1),247

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เปิดเล็ตเตอร์ออกเครดิตชนิดเพิกถอนไม่ได้ เพื่อชำระค่าสินค้าประเภทอุปกรณ์แก๊สให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศ โจทก์ได้ชำระค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตไปทั้งสิ้นเป็นเงิน 4,612,739.53 บาทและในการที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ได้เข้าค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1ไม่สามารถชำระหนี้ให้โจทก์ได้และได้ทำสัญญาทรัสต์รีซิทให้แก่โจทก์รวม 6 ฉบับ เมื่อครบกำหนดตามสัญญาทรัสต์รีซิท จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์เป็นเงิน 5,151,942.38 บาท จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 5 เพียงบางส่วน หักแล้วยังเป็นหนี้โจทก์ทั้งสิ้น 4,530,365.48 บาท

นอกจากนี้ยังมีหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินอีก 5 ฉบับ ที่นำมาขายลดให้แก่โจทก์ โจทก์ได้ทวงถามแล้วขอให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 12,449,137.84 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 7,075,901.48 บาท และให้จำเลยที่ 2ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 4,210,047.13 บาท และให้จำเลยที่ 2 ถึง 11 ร่วมกันใช้เงินให้แก่โจทก์ 8,239,090.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 5,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 10 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ตามสัญญาเล็ตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซิทครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 11 ให้การว่า

จำเลยที่ 11 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ในมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 4,210,047.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จโจทก์ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์อีก 8,239,090.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลย ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และ ที่ 11 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการแรกมีว่าจำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 11 จะต้องร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทให้แก่โจทก์หรือไม่ ในข้อนี้นายเสนอ

พาจันทร์คา พยานโจทก์เบิกความว่าได้มีข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยให้นำเงินที่โจทก์ชำระไปตามเล็ตเตอร์ออฟเครดิตหรือสัญญาทรัสต์รีซีทไปหักจากบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 ซึ่งตามเอกสารหมาย จ.48 ถึง จ.53 ที่โจทก์อ้างส่งมีข้อความว่าโจทก์ได้หักบัญชีของจำเลยที 1 เลขที่ 7370 ตามรายการและจำนวนเงินที่แสดงรายละเอียดไว้โดยระบุเลขที่ของเล็ตเตอร์ออฟเครดิต จำนวนเงินอัตราแลกเปลี่ยน ค่าธรรมเนียมดอกเบี้ยและค่าอากรแสตมป์ ซึ่งปรากฎว่าบัญชีเลขที่ 7370 เป็นบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1และเลขที่ของเล็ตเตอร์ออฟเครดิตกับจำนวนเงินตามเอกสารหมาย จ.48ถึง จ.53 ตรงตามเลขที่ของเล็ตเตอร์ออฟเครดิตและจำนวนเงินตามที่โจทก์นำมาฟ้องทั้ง 6 ฉบับ

เห็นว่า เอกสารหมาย จ.48 ถึง จ.53 เป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นและแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าโจทก์ได้หักบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 ตามรายการและจำนวนเงินที่แจ้งมาที่โจทก์อ้างว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงใบแจ้งหนี้จึงเป็นการขัดกับข้อความในเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นพยานโจทก์เบิกความแต่เพียงลอย ๆ ว่าเงินในบัญชีของจำเลยที่ 1 มีไม่พอให้โจทก์หักชำระหนี้ตามเอกสารหมายจ.48 ถึง จ.53 โจทก์หาได้มีพยานอื่นใดสนับสนุนไม่ โดยเฉพาะการ์ดบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 โจทก์ก็หาได้นำมาแสดงเป็นพยานหลักฐานไม่ ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงมีเหตุผลทำให้เชื่อได้ว่า โจทก์ได้นำหนี้ตามสัญญาทรัสต์ซีทไปหักจากบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1แล้วเมื่อหนี้รายนี้ได้ระงับไปแล้ว

แม้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 7ถึงที่ 11 มีหนังสือขอผ่อนชำระในมูลหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท ตามเอกสารหมาย ปจ.1 ก็หาทำให้ต้องรับผิดอีกไม่และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นข้ออื่นอีกต่อไป เนื่องจากคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันชำระหนี้ในสัญญาทรัสต์รีซีทอันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้ฎีกาได้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 245(1) ประกอบด้วยมาตรา 247 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทให้แก่โจทก์นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 6และที่ 11 ฟังขึ้นพิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

Matter details

Panel of judges
ไพโรจน์ คำอ่อน · ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · ปราโมทย์ ชพานนท์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4087/2546

ตามหนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างเอกสารหมาย จ. 6 ข้อ 6 ระบุว่า "ภายในกำหนด 12 เดือน นับแต่วันที่ผู้ว่าจ้างได้รับมอบงานนี้จากผู้รับจ้างเป็นต้นไป ถ้ามีเหตุชำรุดเสียหายแก่งานจ้างนี้โดยผู้รับจ้างทำไว้ไม่เรี…

Supreme Court Judgment No. 1960/2545

จำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ว่า โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดเวลาก่อน สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่มิได้ให้การต่อสู้ไว้ดังกล่าวจึงไม่เป็นป…

Supreme Court Judgment No. 1960/2544

จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อหลายงวดติดต่อกัน โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้ว จำเลยที่ 1 ให้การเพียงว่าได้ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ทุกงวดไม่เคยผิดสัญญาเช่าซื้อ โดยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไ…

Supreme Court Judgment No. 2516/2532

เช็คพิพาทเป็นเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเพื่อชำระต้นเงิน30,000 บาทแก่โจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้สลักหลังซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1รับผิดต่อโจทก์ตามเน…

Supreme Court Judgment No. 2131/2531

แม้สัญญาจ้างก่อสร้างข้อหนึ่งระบุว่า ถ้าผู้รับจ้างทำผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ แต่สัญญาข้อต่อไปได้ระบุว่า ผู้รับจ้างสัญญาว่าจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขและจัดทำงานที่ไม่ได้ทำไปโดยความซ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up