Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2534 (ref. 18288)

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

บทบัญญัติของมาตรา 21 และ 25 แห่งประมวลรัษฎากรอันเป็นบทบัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน กฎหมายมิได้กำหนดเป็นเด็ดขาดว่า ถ้าไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกจะต้องห้ามอุทธรณ์ในทุกกรณี แต่จะต้องห้ามอุทธรณ์ก็ต่อเมื่อไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกโดยไม่มีเหตุอันสมควรเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองจำต้องอยู่ต่างประเทศตามความจำเป็นของสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นซึ่งเป็นที่เห็นได้ว่า โจทก์ทั้งสองไม่อาจกลับเข้ามาดำเนินการอย่างใด ๆ ในประเทศไทยได้ เพราะหากเข้ามาจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยของบ้านเมืองจึงถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองมีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจจะปฏิบัติตามหมายเรียกได้ และโจทก์ทั้งสองได้ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด อีกทั้งได้ฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดนับแต่วันรับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ด้วยโจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ได้ การที่เจ้าพนักงานประเมินหมายเรียกเฉพาะโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นสามีเท่านั้นจะถือเอาว่าเป็นการออกหมายเรียกโจทก์ที่ 2ซึ่งเป็นภริยาด้วยไม่ได้ เพราะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 และ 23กำหนดไว้ชัดเจนว่า ให้ออกหมายเรียกตัวผู้นั้นมาไต่สวน ทั้งนี้แม้มาตรา 57 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร จะบัญญัติให้กรณีสามีและภริยาที่อยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้วให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามีและภริยาที่อยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้วให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามีและให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีก็ตาม ก็เป็นบทบัญญัติในเรื่อง กำหนดตัวผู้มีหน้าที่รับผิดชอบเสียภาษี แต่ตามมาตรา 19 และ 23 เป็นเรื่องการออกหมายเรียกตรวจสอบการเสียภาษีอันเป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ให้เจ้าพนักงานประเมินปฏิบัติ เพื่อที่จะให้ผู้ถูกประเมินได้รู้ถึงผลของการที่ตนจะต้องถูกบังคับให้รับผิดเพิ่มขึ้น เมื่อเจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินโดยไม่ออกหมายเรียกโจทก์ที่ 2 มาไต่สวนก่อนตามขั้นตอนของประมวลรัษฎากร มาตรา 19 และ 23 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบและย่อมส่งผลให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พลอยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย กำหนดเวลาห้าปีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 มิใช่บทบัญญัติเรื่องอายุความในการเรียกร้องให้ชำระภาษี แต่เป็นบทบัญญัติกำหนดระยะเวลาให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกมาตรวจสอบไต่สวน เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมิได้ใช้อำนาจในกำหนดเวลาดังกล่าว อำนาจออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 19จึงหมดไป อำนาจที่จะประเมินตามมาตรา 20 ก็ดี และอำนาจที่จะกำหนดเงินได้สุทธิตามมาตรา 49 ก็ดี จึงไม่อาจมีขึ้นได้ และปัญหาข้อนี้แม้โจทก์ที่ 1 จะมิได้ยกขึ้นอ้างในฎีกาแต่เมื่อการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ บทบัญญัติมาตรา 49 แห่งประมวลรัษฎากรที่กำหนดให้ต้องขออนุมัติอธิบดีกรมสรรพากรก่อนนั้น หมายถึงเฉพาะกรณีที่จะกำหนดเงินได้สุทธิเท่านั้น ส่วนกรณีการออกหมายเรียกเพื่อไต่สวนเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานประเมินที่จะทำได้ตามมาตรา 19 และ 23 ซึ่งทั้งสองมาตรานี้กฎหมายมิได้กำหนดไว้ให้ต้องขออนุมัติอธิบดีกรมสรรพากรก่อนแต่อย่างใด การประเมินโดยวิธีกำหนดเงินได้สุทธิของโจทก์นั้น เจ้าพนักงานประเมินได้รวบรวมรายได้ของโจทก์ทั้งสองจากทรัพย์สินต่าง ๆ คือเงินฝากในธนาคาร ที่ดิน บ้าน รถยนต์ และรายจ่าย แล้วนำเงินได้นั้นมาหักเงินที่ได้รับยกเว้นภาษี หักค่าใช้จ่ายให้ตามกฎหมาย และหักค่าลดหย่อนแล้ว จึงกำหนดส่วนที่เหลือเป็นเงินได้สุทธิ เช่นนี้ถือได้ว่าเป็นวิธีการคำนวณกำหนดเงินได้สุทธิที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

Provisions the court ruled on

ป.รัษฎากร Section 19 ป.รัษฎากร Section 20 ป.รัษฎากร Section 21 ป.รัษฎากร Section 23 ป.รัษฎากร Section 25 ป.รัษฎากร Section 30 ป.รัษฎากร Section 49 ป.รัษฎากร Section 56 ป.รัษฎากร Section 57

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นสั่งรวมการพิจารณา สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีเงินได้ของโจทก์ทั้งสองประจำปี 2506 ถึง 2515 เป็นเงินภาษีและเงินเพิ่มรวม50,308,031.82 บาท โจทก์ทั้งสองได้ยื่นอุทธรณ์แล้ว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเหตุที่โจทก์ทั้งสองไม่สามารถปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินเนื่องจากมีเหตุการณ์บังคับให้โจทก์ทั้งสองต้องเดินทางออกจากประเทศไทยและไม่สามารถเดินทางเข้ามาได้โจทก์ทั้งสองไม่ได้รับหมายเรียกและมิได้จงใจที่จะไม่ปฏิบัติตามหมายเรียก การประเมินตามมาตรา 49 ก็ไม่ปรากฏว่าได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร และทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานประเมินถือเป็นรายได้ของโจทก์ทั้งสองนั้น

เจ้าพนักงานประเมินก็ถือเอาเป็นเงินได้สุทธิโดยมิได้ถือเอาเป็นหลักในการพิจารณากำหนดเงินได้สุทธิตามกฎหมายอีกทั้งทรัพย์สินที่โจทก์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์เป็นทรัพย์สินที่มีผู้ให้โจทก์ทั้งสองบ้าง ถือกรรมสิทธิ์แทนผู้อื่นบ้าง เงินในธนาคารบางส่วนก็เป็นของผู้อื่น ที่โจทก์ทั้งสองถอนไปก็เพื่อใช้จ่ายในกิจการส่วนตัว ธุรกิจ และราชการ มิใช่เงินได้พึงประเมินอันจะต้องนำมารวมคำนวณภาษี และการกำหนดรายจ่ายของครอบครัวเพื่อเอาไปเป็นหลักในการพิจารณาค่าใช้จ่ายเพื่อกำหนดเงินได้สุทธิของโจทก์ก็เอาค่าใช้จ่ายในครอบครัวของจอมพลถนอม กิตติขจรซึ่งมีฐานะความเป็นอยู่สูงกว่าโจทก์ทั้งสองมาเปรียบเทียบแล้วถือเป็นเงินได้สุทธิของโจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ

ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินรวม 10 ฉบับ ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2และคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3จำเลยให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้วโจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องสำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์ทั้งสองเสียภาษีเงินได้ประจำปี 2516 โดยให้โจทก์ทั้งสองเสียภาษีเพิ่มเติมจากเงินภาษีที่ได้หักไว้ ณ ที่จ่ายเป็นเงิน 8,151,761.98บาท เงินเพิ่มสองเท่าเป็นเงิน 16,303,523.96 บาท รวมเป็นเงิน24,455,285.94 บาท

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์แล้ว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะเงินได้สุทธิที่จะกำหนดขึ้นและนำไปใช้ในการประเมินตามมาตรา 49 จะต้องเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40คงเหลือหลังจากหักค่าลดหย่อนแล้ว แต่ในรายการคำนวณเพื่อกำหนดเงินได้เพิ่มสุทธิของเจ้าพนักงานประเมินไม่มีเงินจำนวนใดที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 กฎหมายมิได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินถือเอาทรัพย์สิน รายจ่าย การถอนเงินจากธนาคารมากำหนดเป็นเงินได้สุทธิเลยทีเดียว เพียงแต่ให้นำมาเป็นหลักในการพิจารณาเท่านั้น และเจ้าพนักงานประเมินได้นำทรัพย์สินบางรายการที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์แทนผู้อื่นมาเป็นเงินได้ของโจทก์และประเมินซ้ำซ้อน โดยไม่หักค่าทรัพย์สินออกจากรายการถอนเงินจากธนาคารและรายการถอนเงินจากธนาคารซึ่งเป็นของทางราชการ

เจ้าพนักงานประเมินก็กำหนดเป็นเงินได้สุทธิของโจทก์ และรายการถอนเงินจากธนาคารก็พัวพันกับยอดเงินฝากธนาคารในปี 2515 จึงเป็นการประเมินซ้ำซ้อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งการกำหนดเงินได้สุทธิดังกล่าวก็ไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จำเลยให้การว่า เจ้าพนักงานประเมินนำทรัพย์สินและเงินที่มีเพิ่มขึ้นในปีนั้น ๆ มาบวกด้วยรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการหารายได้บวกด้วยรายจ่ายที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าจ่ายไปเพื่อการใด เมื่อรวมกันแล้วเอาเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 มาหักให้เงินที่เหลือถือว่าเป็นเงินได้ที่ได้รับเพิ่ม แล้วนำค่าลดหย่อนตามกฎหมายมาหักให้

เหลือเท่าใดก็เป็นเงินได้สุทธิที่กำหนดขึ้นและเจ้าพนักงานประเมินได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้ประเมินภาษีโจทก์ทั้งสองตามประมวลรัษฎากร มาตรา 49 แล้ว การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินในสำนวนแรกเฉพาะที่ให้โจทก์รับผิดเงินเพิ่ม 2 เท่าจำนวนภาษีอากร เป็นว่า ให้รับผิดเงินเพิ่มร้อยละ 20 แห่งเงินภาษีอากรที่เพิ่มขึ้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำนวนหลังโจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำนวนแรก (คดีหมายเลขแดงที่ 9419/2522 ของศาลชั้นต้น) เสียด้วย

นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาในประการแรกคือ โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องในสำนวนแรกหรือไม่ ปัญหาข้อนี้เห็นว่า บทบัญญัติของมาตรา 21 และ 25 แห่งประมวลรัษฎากรอันเป็นบทบัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมินทั้งในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษียื่นรายการและไม่ได้ยื่นรายการนั้น กฎหมายมิได้กำหนดเป็นเด็ดขาดว่า ถ้าไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกจะต้องห้ามอุทธรณ์ในทุกกรณี แต่จะต้องห้ามอุทธรณ์ก็ต่อเมื่อไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกโดยไม่มีเหตุอันสมควรเท่านั้นเมื่อปรากฏว่า โจทก์ทั้งสองได้เดินทางออกไปจากประเทศไทยตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม 2516 เนื่องจากเหตุการณ์บังคับเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และขณะที่เจ้าพนักงานประเมินส่งหมายเรียกเพื่อตรวจสอบไต่สวนตามมาตรา 19 และ 23 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น

โจทก์ทั้งสองจำต้องอยู่ต่างประเทศตามความจำเป็นของสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นซึ่งเป็นที่เห็นได้ว่า โจทก์ทั้งสองไม่อาจกลับเข้ามาดำเนินการอย่างใด ๆ ในประเทศไทยได้ เพราะหากเข้ามาจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยของบ้านเมืองจึงถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองมีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจปฏิบัติตามหมายเรียกได้ และโจทก์ทั้งสองได้ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด อีกทั้งได้ฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ด้วยโจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์คดีสำนวนแรกได้คดีมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในคดีทั้งสองสำนวนนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 นั้น

ศาลฎีกาได้พิจารณาข้อความตามหมายเรียกเอกสารหมายล.8, ล.10 และ ล.24 แล้ว เอกสารทั้งสามฉบับระบุข้อความเป็นอย่างเดียวกันว่า "หมายมายังพันเอกณรงค์ กิตติขจร"ซึ่งเป็นโจทก์ที่ 1 เท่านั้น มิได้ระบุถึงชื่อหรือกล่าวความอย่างใดให้เห็นเลยว่าเป็นหมายถึงนางสุภาพร กิตติขจร โจทก์ที่ 2 ด้วย ดังนี้เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินมีหมายเรียกเฉพาะโจทก์ที่ 1ซึ่งเป็นสามีเท่านั้น จะถือเอาว่าเป็นการออกหมายเรียกโจทก์ที่ 2ซึ่งเป็นภริยาด้วยไม่ได้ เพราะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 และ 23กำหนดไว้ชัดเจนว่า ให้ออกหมายเรียกตัวผู้นั้นมาไต่สวน ทั้งนี้แม้มาตรา 57 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร จะบัญญัติให้กรณีสามีและภริยาที่อยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้วให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีก็ตาม

ก็เป็นบทบัญญัติในเรื่องกำหนดตัวผู้มีหน้าที่รับผิดชอบเสียภาษี แต่ตามมาตรา 19 และ 23เป็นเรื่องการออกหมายเรียกตรวจสอบการเสียภาษีอันเป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ให้เจ้าพนักงานประเมินปฏิบัติ เพื่อที่จะให้ผู้ถูกประเมินได้รู้ถึงผลของการที่ตนจะต้องถูกบังคับให้รับผิดเพิ่มขึ้นเมื่อเจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินโดยไม่ออกหมายเรียกโจทก์ที่ 2 มาไต่สวนก่อนตามขั้นตอนของประมวลรัษฎากร มาตรา 19 และ 23การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในคดีทั้งสองสำนวนเกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบ และย่อมส่งผลให้การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ก็ดี หรือวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ก็ดี พลอยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยสำหรับคดีของโจทก์ที่ 1 นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าโจทก์ที่ 1 ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้เฉพาะเงินได้จากเงินเดือนของทางราชการ ซึ่งถือได้ว่าโจทก์ที่ 1 ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้แล้ว แต่รายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องหรือไม่บริบูรณ์ตามมาตรา 19 ดังนั้นหากโจทก์ที่ 1 จะต้องเสียภาษี โจทก์ที่ 1ก็ต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 20 ตามมาตรา 22 แห่งประมวลรัษฎากรที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้นเท่านั้น ส่วนปัญหาที่ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในสำนวนแรกชอบหรือไม่นั้น เนื่องจากข้อพิพาทในสำนวนแรกนั้นเป็นภาษีเงินได้ตั้งแต่ปี 2506-2515ศาลฎีกาจะพิจารณาการประเมินว่าขอบหรือไม่เป็นสองส่วน ข้อเท็จจริงที่ว่า โจทก์ที่ 1 ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อชำระภาษีแต่ละปีในวันใดนั้น

ไม่ปรากฏชัดแจ้งจากการนำสืบ จึงต้องถือเอาวันสุดท้ายที่อาจจะยื่นได้ตามที่มาตรา 56 กำหนด ตามลำดับของแต่ละปีคือวันที่ 31 มีนาคม 2507 เรียงลำดับมาจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2516เป็นวันที่โจทก์ที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการ จากบทบัญญัติของมาตรา 19 ที่กล่าวข้างตันนั้น เจ้าพนักงานประเมินจะมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการมาไต่สวนได้ จะต้องออกหมายเรียกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการแล้ว ถ้าเจ้าพนักงานประเมินมิได้ออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวนภายในกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันยื่นรายการแล้ว ก็ไม่มีอำนาจที่จะออกหมายเรียกมาไต่สวนได้อีก กำหนดเวลาห้าปีในมาตรา 19 นั้น มิใช่บทบัญญัติเรื่องอายุความในการเรียกร้องให้ชำระภาษี แต่เป็นบทบัญญัติกำหนดระยะเวลาให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการไม่ถูกต้องมาไต่สวน

พ้นกำหนดนี้แล้วจะมีผลให้เจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจออกหมายเรียกตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1106/2520 ระหว่างนายสิริ ประวาทะนาวิน โจทก์ กรมสรรพากร กับพวก จำเลย เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมิได้ใช้อำนาจในการกำหนดเวลา อำนาจออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 19 จึงหมดไป อำนาจที่ประเมินตามมาตรา 20 ก็ดี หรืออำนาจที่จะกำหนดเงินได้สุทธิตามมาตรา 49ก็ดี จึงไม่อาจมีขึ้นได้ ข้อนี้แม้โจทก์ที่ 1 จะมิได้ยกขึ้นเป็นเหตุอ้างในฎีกา แต่เมื่อการประเมินภาษีใหม่ของเจ้าพนักงานประเมินเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรที่จะหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1309/2495 ระหว่าง นางทองย้อย จิตตะวนิชโจทก์ ขุนบริบาลบรรพตเขต โดยตำแหน่งข้าหลวงประจำจังหวัดนครสวรรค์กับพวก

จำเลย ในเมื่อภาษีเงินได้ของโจทก์ที่ 1 ปี 2506-2510 นั้นโจทก์ที่ 1 ต้องยื่นแบบแสดงรายการอย่างช้าวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไปและปีสุดท้ายต้องยื่นแบบแสดงรายการอย่างช้าวันที่31 มีนาคม 2511 เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกโจทก์ที่ 1เพื่อไต่สวนตามเอกสารหมาย ล.8 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2516อันเป็นการล่วงพ้น 5 ปี สำหรับภาษีปี 2506-2510 จึงเป็นการออกหมายเรียกไต่สวนเกี่ยวกับภาษีอากรในปีดังกล่าว โดยไม่มีอำนาจที่จะทำได้ตามกฎหมาย อำนาจในการประเมินภาษีอากรในปีดังกล่าวของเจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มี การประเมินภาษีอากรในปี 2506-2510จึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ชอบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ยื่นในผลของการประเมินดังกล่าวย่อมไม่ชอบด้วยสำหรับคดีของโจทก์ที่ 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีอากรปี 2511-2515สำนวนคดีแรกและภาษีอากรปี 2516 สำนวนคดีหลังนั้น

โจทก์ที่ 1ฎีกามาประการหนึ่งว่าเจ้าพนักงานประเมินกำหนดเงินได้สุทธิไม่ชอบเพราะยังไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรก่อนตามที่กำหนดในมาตรา 49 ข้อเท็จจริงเชื่อได้ตามคำเบิกความของนายวิชาญพยานจำเลยที่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า เจ้าพนักงานประเมินได้ขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากรกำหนดเงินได้สุทธิตามมาตรา 49 ก่อน เมื่อกำหนดเงินได้สุทธิแล้วจึงแจ้งการประเมินและปรากฏตามเอกสารหมาย ล.11 ว่าอธิบดีกรมสรรพากรได้อนุมัติให้กำหนดเงินได้สุทธิสำหรับปีภาษีอากรปี 2511-2515 เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2517 เจ้าพนักงานประเมินได้กำหนดเงินได้สุทธิแล้วแจ้งประเมินตามแบบ ภ.ว.ด. 11 เอกสารหมาย ล.23 ลงวันที่3 ตุลาคม 2517 สำหรับภาษีอากรปี 2516 ได้มีการขออนุมัติกำหนดเงินได้สุทธิสองครั้ง ครั้งแรกตามเอกสารหมาย

ล.11และครั้งที่สองตามเอกสารหมาย ล.28 ซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรได้อนุมัติทั้งสองครั้ง ครั้งหลังตามเอกสารหมาย ล.28 อนุมัติเมื่อวันที่24 มีนาคม 2518 เจ้าพนักงานประเมินได้กำหนดเงินได้สุทธิตามเอกสารหมาย ล.29 และได้แจ้งการประเมินตามแบบ ภ.ง.ด.11เอกสารหมาย ล.31 ประทับตราวันที่ 26 มีนาคม 2518 ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าเจ้าพนักงานประเมินได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้กำหนดเงินได้สุทธิถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 49 แล้วก่อนที่จะมีการกำหนดเงินได้สุทธิและแจ้งการประเมินที่โจทก์ฎีกาอ้างเหตุผลว่า เจ้าพนักงานประเมินมิได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรก่อนออกหมายเรียกไต่สวน การประเมินจึงไม่ชอบ นั้นเห็นว่า บทบัญญัติในมาตรา 49 ที่กำหนดให้ต้องขออนุมัติอธิบดีกรมสรรพากรก่อนนั้น

หมายถึงเฉพาะกรณีที่จะกำหนดเงินได้สุทธิตามมาตรา 49 เท่านั้น ส่วนกรณีการออกหมายเรียกเพื่อไต่สวนเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานประเมินที่จะทำได้ตามบทบัญญัติในมาตรา 19และมาตรา 23 ซึ่งทั้งสองมาตรานี้ไม่มีกำหนดไว้ให้ต้องขออนุมัติอธิบดีกรมสรรพากรก่อน ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ตามเหตุที่อ้างจึงฟังไม่ขึ้นโจทก์ที่ 1 ฎีกาอีกประการหนึ่งว่า การกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิของเจ้าพนักงานประเมินเป็นการไม่ชอบ เพราะเจ้าพนักงานประเมินถือเอาเงินหรือทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์หรือที่เข้ามาอยู่ในความครอบครองของโจทก์ทั้งหมดเป็นเงินได้สุทธิของโจทก์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ในการกำหนดเงินได้สุทธิของโจทก์ทั้งสองสำหรับภาษีเงินได้ปี 2506-2515 และปี 2516 ตามเอกสารหมาย

ล.11, ล.19 และเอกสารหมาย ล.28 - ล.30 นั้นปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่าเจ้าพนักงานประเมินได้รวบรวมรายได้ของโจทก์ ทั้งสองจากทรัพย์สินต่าง ๆ คือเงินฝากในธนาคาร ที่ดิน บ้าน รถยนต์ และรายจ่าย แล้วนำเงินรายได้นั้นมาหักเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี หักค่าใช้จ่ายให้ตามกฎหมายและหักค่าลดหย่อนแล้ว จึงกำหนดส่วนที่เหลือเป็นเงินได้สุทธิซึ่งวิธีการคำนวณเพื่อกำหนดเงินได้สุทธิของจำเลยดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ทั้งหมดทั้งสองสำนวน ส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 ให้เพิกถอนสำหรับภาษีอากรปี 2506-2510 ทั้งหมด ส่วนภาษีอากรของโจทก์ที่ 1 ในปี 2511-2515 ในสำนวนแรกให้เพิกถอนส่วนที่โจทก์ที่ 1 เสียเงินเพิ่มสองเท่าของเงินภาษี แต่เมื่อจำเลยคำนวณภาษีเงินได้ใหม่ดังกล่าวแล้ว ให้โจทก์ที่ 1 เสียเงินเพิ่มร้อยละ 20ของเงินภาษีที่เพิ่มขึ้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
ตัน เวทไว · นิเวศน์ คำผอง · สุนพ กีรติยุติ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2534 (ref. 99821)

++ คดีแดงที่ 3802-3803/2534 ++ ++ ++ ทดสอบการทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++ ++ ย่อข้อกฎหมายอย่างไม่เป็นทางการ ++ ++ บทบัญญัติของมาตรา 21 และ 25 แห่งประมวลรัษฎากรอันเป็นบทบัญญัติห้ามมิให้…

Supreme Court Judgment No. 4555/2539

เบี้ยปรับของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากรถือได้ว่าเป็นเงินภาษีที่เกิดขึ้นพร้อมกับหนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเมื่อกรมสรรพากรเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก็ย่อมมีสิทธิได้รั…

Supreme Court Judgment No. 246/2531

โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2524 และชำระภาษีเงินได้บางส่วนแล้วก่อนที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินโจทก์ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 แห่งเงินภาษีอากรที่เพิ่มขึ้น ตามประม…

Supreme Court Judgment No. 10135/2539

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการประเมินภาษีอากรไม่ชอบด้วยมาตรา49แห่งประมวลรัษฎากรเพราะมิได้รับอนุญาตจากอธิบดีนั้นแม้จะมิใช่ปัญหาที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลางแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรีย…

Supreme Court Judgment No. 2513/2541

โจทก์ซื้อที่ดินมาดำเนินการแบ่งแยกโฉนดเป็น 9 โฉนด แล้วปลูกสร้างตึกแถวบนที่ดินที่แบ่งแยก จากนั้นทยอยขายไปจนหมด เช่นนี้เป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าโจทก์ซื้อที่ดินมาเพื่อมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร เข้าลักษณะเป็…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up