Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1926/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ประมวลรัษฎากรที่บัญญัติให้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เสียก่อน แล้วจึงจะอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลได้นั้น เป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาล จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด และตามมาตรา 30(2) แห่งประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติว่าการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลจะต้องอ้างเหตุผลเช่นเดียวกับที่อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฉะนั้น โจทก์จึงอ้างเหตุอื่นเพิ่มเติมจากที่เคยอุทธรณ์ไว้ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ โจทก์ยื่นแบบรายการชำระภาษีรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่ปี 2517ถึง 2521 ไว้ต่อจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีอากรหัก ณ ที่จ่าย จำเลยที่ 2 จึงได้ออกหมายเรียกให้โจทก์ไปให้คำชี้แจงประกอบการไต่สวนตรวจสอบ พร้อมทั้งให้นำสมุดบัญชีและเอกสารหลักฐานประกอบการลงบัญชีไปตรวจสอบด้วย ดังนี้ การที่โจทก์ขอคืนเงินภาษีอากรหัก ณ ที่จ่ายเป็นจำนวนสูงถึง 2,700,000 บาทเศษ จำเลยที่ 2 ซึ่ง เป็นเจ้าพนักงานประเมิน ย่อมมีเหตุอันควรเชื่อว่า โจทก์แสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่บริบูรณ์ จำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจออกหมายเรียกโจทก์ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ออกหมายเรียกโจทก์ไปตรวจสอบไต่สวนดังกล่าว จึงมิใช่เป็นเพียงการเรียกไปตรวจสอบเพื่อประกอบคำร้องขอคืนภาษีอากรหัก ณ ที่จ่ายตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 133(พ.ศ. 2516) ลงวันที่ 22 มีนาคม 2516แต่ประการเดียว แต่ถือได้ว่า จำเลยที่ 2 ใช้อำนาจตามมาตรา 19หมายเรียกโจทก์ไปตรวจสอบไต่สวนและได้ทราบข้อความแล้ว จำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจที่จะแก้จำนวนเงินที่โจทก์ยื่นรายการไว้เดิมโดยอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 20

Provisions the court ruled on

ป.รัษฎากร Section 19 ป.รัษฎากร Section 20 ป.รัษฎากร Section 30 ป.วิ.พ. Section 55 ประกาศกรมแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งกรรมการลูกจ้าง Section 19 ประกาศกรมแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งกรรมการลูกจ้าง Section 20 ประกาศกรมแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งกรรมการลูกจ้าง Section 30

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2517 ถึง 2521 โจทก์ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เกินกว่าภาษีเงินได้ที่โจทก์ต้องเสียจริง เมื่อนำภาษีเงินได้ในรอบระยะเวลาบัญชีทั้งสี่ปีดังกล่าวมาเครดิตออกแล้ว โจทก์จะได้รับคืนเงินภาษีทั้งสิ้น 2,771,485.56 บาทโจทก์จึงขอคืนจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่คืนให้ แต่จำเลยที่ 2ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานประเมินกลับหมายเรียกโจทก์ไปทำการไต่สวนและสั่งให้โจทก์นำสมุดบัญชี ทั้งเอกสารและหลักฐานประกอบการลงบัญชีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวไปให้จำเลยตรวจสอบ และต่อมาได้ประเมินให้เสียภาษีและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงิน 3,527,175.98 บาทซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิออกหมายเรียกโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่มีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์แสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้อง

เหตุที่จำเลยที่ 2 ออกหมายเรียกเพราะโจทก์ได้ขอคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เมื่อการออกหมายเรียกไม่ชอบ จำเลยที่ 2ย่อมไม่มีอำนาจแก้จำนวนเงินที่โจทก์ยื่นรายการไว้เดิมได้ตามมาตรา 20 แห่งประมวลรัษฎากร การที่จำเลยที่ 2 นำหลักฐานการส่งสินค้าออกไปขายยังต่างประเทศของโจทก์จากกระทรวงพาณิชย์และจากแฟ้ม อี.ซี. 61 ของธนาคารแห่งประเทศไทย กับหลักฐานที่โจทก์ขายข้าวให้แก่ทางราชการมาคำนวณเป็นรายรับของโจทก์ในประกอบการประเมินภาษีก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ไม่มีเจตนาเลี่ยงภาษีจึงไม่ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่ม

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์การประเมินแล้ว จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่าการประเมินของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ไม่เห็นด้วย ขอให้พิพากษายกเลิกหรือเพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีอากรจำนวน 5,197,760.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน ในต้นเงินภาษีอากร จำนวน 2,771,458.56 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งห้าให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือที่ 1070/2/02766 ลงวันที่ 22 กันยายน 2525 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์นั้นเสีย ให้เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ดำเนินการสั่งคำร้องขอคืนภาษีอากรของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2522ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 133(พ.ศ.2516)

ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2516 ต่อไปโจทก์และจำเลยทั้งห้าฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าในข้อแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องตามข้ออ้างที่ระบุในคำฟ้องข้อ 6(ยกเว้นข้อ 6.6.1) และข้อ 7 หรือไม่โดยจำเลยทั้งห้าฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะในขั้นที่โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นั้น

โจทก์อุทธรณ์เพียงประเด็นคือ (1) เจ้าพนักงานประเมินจดตัวเลขจำนวนเงินตาม อี.ซี. 61 จากธนาคารแห่งประเทศไทยผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงและตัวเลขอาจจะคาบเกี่ยวกับรอบระยะเวลาบัญชีปีอื่น (2) ตัวเลขจำนวนเงินภาษีในหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 10 แจ้งไว้ 3,527,175.98 บาทนั้นที่ถูกควรเป็น 3,517,054.37 บาท แต่โจทก์กลับนำเอาเหตุตามฟ้องข้อ 6 (ยกเว้น 6.6.1) และข้อ 7 ซึ่งเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ไว้ในชั้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ได้พิเคราะห์คำอุทธรณ์ของโจทก์ที่อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ได้อุทธรณ์อ้างว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินที่ประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้เพิ่มเติมพร้อมเงินเพิ่มไม่ถูกต้องทั้งหมดทุกรายการ

ขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยกเลิกการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินทั้งหมด ในชั้นฟ้องคดีต่อศาล โจทก์ก็ยังคงอ้างว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งหมดเช่นเดียวกัน เพียงแต่ในชั้นฟ้องคดีต่อศาลโจทก์ได้อ้างเหตุผลเพิ่มเติมตามที่กล่าวในคำฟ้องข้อ 6 (ยกเว้นข้อ6.6.1) และข้อ 7 มาสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์นอกเหนือจากเหตุผลที่อ้างในคำอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าแม้คำอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะมิได้อ้างว่าการประเมินของเจ้าพนักงานไม่ชอบตามเหตุผลในคำฟ้องข้อ 6 (ยกเว้น 6.6.1) และข้อ 7 ก็ตามแต่ประมวลรัษฎากรที่บัญญัติให้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เสียก่อน แล้วจึงจะอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลได้ นั้น เป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาล จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด และในเรื่องนี้ประมวลรัษฎากร มาตรา 30(2) บัญญัติว่า "เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 33 ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์" บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่า

การอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาล จะต้องอ้างเหตุผลเช่นเดียวกับที่อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฉะนั้นโจทก์จึงอ้างเหตุอื่นเพิ่มเติมจากที่เคยอุทธรณ์ไว้ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าข้อที่สองมีว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกโจทก์มาไต่สวนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 และแก้จำนวนเงินที่ยื่นรายการเดิมไว้ตามมาตรา 20 ได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เดิมโจทก์ได้ยื่นแบบรายการชำระภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่ปี 2517 ถึง 2520 ไว้ต่อจำเลยที่ 1 แล้วต่อมาเมื่อเดือนตุลาคม 2522 โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีอากรหักณ ที่จ่าย จำเลยที่ 2 จึงได้ออกหมายเรียกให้โจทก์ไปให้คำชี้แจงประกอบการไต่สวนตรวจสอบ พร้อมทั้งให้นำสมุดบัญชีและเอกสารหลักฐานประกอบการลงบัญชีไปให้ตรวจสอบด้วย ปรากฏตามหมายเรียกเอกสารหมาย จ.8

ศาลฎีกาเห็นว่าการที่โจทก์ขอคืนเงินภาษีอากรที่หัก ณ ที่จ่าย เป็นจำนวนสูงถึง 2,700,000 บาทเศษ ย่อมทำให้มีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์แสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องหรือไม่บริบูรณ์ จำเลยที่ 2 จึงได้ออกหมายเรียกโจทก์มาตรวจสอบไต่สวน โดยอ้างอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 จึงเป็นการแสดงอยู่ในตัวแล้วว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า โจทก์แสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่บริบูรณ์ ฉะนั้น จำเลยที่ 2 จึงมีอำนาจออกหมายเรียกโจทก์ตามมาตรา 19 ได้ การเรียกโจทก์ไปตรวจสอบไต่สวนดังกล่าว จึงมิใช่เป็นเพียงการเรียกไปตรวจสอบเพื่อประกอบคำร้องขอคืนภาษีอากรหัก ณ ที่จ่ายตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 133(พ.ศ. 2516)

ลงวันที่ 22 มีนาคม 2516 ข้อ 2 วรรคสาม แต่ประการเดียว ดังศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ เมื่อจำเลยที่ 2 ใช้อำนาจตามมาตรา 19 เรียกโจทก์ไปตรวจสอบไต่สวนและได้ทราบข้อความจากการตรวจสอบไต่สวนดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 ก็ย่อมมีอำนาจที่จะแก้จำนวนเงินที่ยื่นรายการไว้เดิมโดยอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏได้ตามมาตรา 20 แล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้วจึงไม่มีเงินค่าภาษีอากรที่โจทก์จะได้รับคืนพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

Matter details

Panel of judges
ตัน เวทไว · ก้าน อันนานนท์ · จรัส อุดมวรชาติ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 13996/2553

กรมสรรพากรมีอำนาจจัดเก็บภาษีส่วนท้องถิ่นแทนกรุงเทพมหานคร โดยอาศัย พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 มาตรา 112 บัญญัติว่า "กรุงเทพมหานครมีอำนาจออกข้อบัญญัติเพื่อเก็บภาษีอากร...เพิ่มขึ้นได…

Supreme Court Judgment No. 1412/2549

ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 19 และ 20 การออกหมายเรียกเป็นขั้นตอนหนึ่งของการประเมิน หากโจทก์เห็นว่าการออกหมายเรียกไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์ก็ชอบที่จะโต้แย้งคัดค้านโดยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภา…

Supreme Court Judgment No. 8685/2543

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8)แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้จ่ายเงินได้ต้องหักไว้ตามจำนวนที่กำหนดไว้แน่นอนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50(5) แล้วนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้…

Supreme Court Judgment No. 461/2541

ตามคำโต้แย้งหลายประการในคำอุทธรณ์ ของโจทก์ โจทก์ได้โต้แย้งว่า การประเมินของ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ไม่ถูกต้อง โจทก์ ยินดีที่จะให้ปรับปรุงภาษีให้ถูกต้องและจะเสียเงิน เฉพาะส่วนที่เพิ่มจากผลต่าง…

Supreme Court Judgment No. 1038/2541

ป.รัษฎากรได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานประเมินกับคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไว้ต่างหากจากกัน โดยเริ่มแรกหากเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไว้ไม่ถูกต้องตรงความเป็นจร…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up