Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 8685/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8)แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้จ่ายเงินได้ต้องหักไว้ตามจำนวนที่กำหนดไว้แน่นอนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50(5) แล้วนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลรัษฎากรมาตรา 52 วรรคสอง เมื่อมาตรา 50(5) ได้กำหนดจำนวนไว้แน่นอนว่าจะต้องหักไว้เท่าใดแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองผู้มีหน้าที่หักเงินต้องนำส่งโดยมิพักต้องมีการประเมินโดยเจ้าพนักงาน และการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามประกาศกระทรวงการคลัง (ฉบับที่ 10)ก็เพื่อประเมินภาษีเงินได้ของผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ในการขายอสังหาริมทรัพย์ อันจะต้องมีการจัดเก็บ หาใช่เป็นการประเมินต่อโจทก์ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ไม่ ดังนั้น การที่ต่อมาจำเลยที่ 2 ซึ่งจัดเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามกฎหมายได้ประเมินให้โจทก์ทั้งสองชำระภาษีณ ที่จ่ายเพิ่มเนื่องจากเพราะโจทก์ทั้งสองนำส่งไว้ไม่ถูกต้องตามฟ้องจึงเป็นการประเมินภาษีอากรโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 52 ประกอบมาตรา 54 แห่งประมวลรัษฎากร จำเลยที่ 2 ย่อมกระทำได้โดยมิต้องออกหมายเรียกโจทก์ทั้งสองเพื่อตรวจสอบไต่สวนตามมาตรา 19แห่งประมวลรัษฎากร เพราะมิใช่เป็นการประเมินภาษีอากรที่เป็นการแก้ไขจำนวนเงินที่ประเมินไว้หรือที่ยื่นรายการไว้เดิมตามประมวลรัษฎากรมาตรา 20 และเมื่อไม่ต้องออกหมายเรียกตามมาตรา 19 กรณีจึงไม่ต้องคำนึงถึงกำหนดระยะเวลา 5 ปี ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ด้วยเช่นกัน ประมวลรัษฎากร มาตรา 54 กำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้ที่หักภาษีหรือนำส่งไว้ไม่ครบถ้วนต้องร่วมรับผิดกับผู้มีเงินได้ในจำนวนภาษีที่ต้องชำระให้ครบถ้วนด้วย ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่าโจทก์ทั้งสองหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายและนำส่งไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินจึงมีสิทธิเรียกเก็บเงินภาษีที่ขาดไปนั้นจากโจทก์ทั้งสองได้ โดยมิต้องเรียกอ. ผู้มีเงินได้มาตรวจสอบไต่สวนก่อน เพราะกรณีเป็นการประเมินเรียกเก็บภาษีที่ขาดอยู่จากโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมีหน้าที่แสดงพยานหลักฐานพิสูจน์ว่า อ. ชำระภาษีดังกล่าวไว้ครบถ้วนแล้ว

Provisions the court ruled on

ป.รัษฎากร Section 19 ป.รัษฎากร Section 20 ป.รัษฎากร Section 50 ป.รัษฎากร Section 52 ป.รัษฎากร Section 54 ป.รัษฎากร Section 30 ป.รัษฎากร Section 40 ป.วิ.พ. Section 142

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงการคลังมีหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการในสังกัดจำเลยที่ 1 และเป็นเจ้าพนักงานประเมิน จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5เป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ มีหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินภาษีตามประมวลรัษฎากร โจทก์ทั้งสองได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายจากจำเลยที่ 2 แจ้งว่า โจทก์ทั้งสองจ่ายเงินค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้แก่นางอรทัย คหะแก้ว กับพวก อันเป็นเงินได้พึงประเมินแต่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งไว้ไม่ครบถ้วนถูกต้องให้โจทก์ทั้งสองรับผิดชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเป็นเงิน 592,500 บาทและเงินเพิ่ม 592,500 บาท

โจทก์ทั้งสองไม่เห็นด้วยกับการประเมินดังกล่าวจึงยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่าการประเมินของจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว ซึ่งโจทก์ทั้งสองยังไม่เห็นพ้องด้วย คือ จำเลยที่ 1และที่ 2 ไม่เคยออกหมายเรียกโจทก์ทั้งสองมาทำการไต่สวนตามประมวลรัษฎากรมาตรา 19 การประเมินดังกล่าวเป็นการแก้จำนวนเงินที่ประเมินไว้เดิมตามประมวลรัษฎากร มาตรา 20 ซึ่งต้องจัดการตามมาตรา 19 ก่อน เมื่อไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายดังกล่าว การประเมินจึงไม่ชอบ เมื่อวันที่ 26มีนาคม 2533 โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4955 ตำบลสุริยวงศ์อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร

จากนางอรทัยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตำรวจตรีชวน คหะแก้ว โจทก์ทั้งสองจ่ายเงินโดยหักภาษีณ ที่จ่าย และนำส่งต่อเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามกฎหมายครบถ้วนถูกต้องแล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 ประเมินว่าภาษีดังกล่าวโจทก์ทั้งสองนำส่งไว้ไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องตรวจสอบต่อไปว่าจำนวนเงินภาษีที่ขาดไปนั้น ผู้มีเงินได้ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้และนำส่งต่อจำเลยที่ 1 ไว้ครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ เพราะเป็นความรับผิดร่วมกันระหว่างผู้มีเงินได้กับโจทก์ทั้งสองตามกฎหมายแต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ทำการไต่สวนตรวจสอบไปยังนางอรทัยผู้มีเงินได้หากนางอรทัยชำระภาษีไว้ครบถ้วนแล้ว

ความรับผิดในการเสียภาษีของผู้มีเงินได้ย่อมหมดสิ้นไป และความรับผิดของโจทก์ทั้งสองในฐานะลูกหนี้ร่วมย่อมหมดสิ้นไปด้วยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 49 ทวิ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นบัญญัติให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดราคาขายอสังหาริมทรัพย์ได้ แต่ต้องไม่เกินจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนหรือจำนวนทุนทรัพย์ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายที่ดินแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ซึ่งขณะที่มีการจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวข้างต้น ราคาทุนทรัพย์ขณะจดทะเบียนที่ผู้ซื้อและผู้ขายแจ้งไว้เป็นเงิน 5,000,000 บาท ขณะที่ราคาของกรมที่ดินกำหนดไว้เป็นเงิน 5,040,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ประเมินราคาที่ดินแปลงดังกล่าวสูงถึง 11,060,000 บาท จึงขัดต่อประมวลรัษฎากร มาตรา 49 ทวิข้างต้น

นอกจากนี้การประเมินยังคิดคำนวณไม่ถูกต้อง โดยในการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ดังกล่าวผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมี 2 ฐานะ คือในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกจะต้องแบ่งเงินได้ออกเป็น 2 ส่วน แล้วจึงคำนวณหาจำนวนภาษีที่ต้องหักและนำส่งตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องเป็นเหตุให้จำนวนภาษีที่ต้องหักและนำส่งตามที่จำเลยที่ 2 คำนวณได้เป็นเงิน 592,500 บาท สูงกว่าความเป็นจริงคดีนี้โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2533 ได้หักและนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายในวันเดียวกันจึงขาดอายุความในการออกหมายเรียกไต่สวนและโจทก์ทั้งสองได้รับแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2533 จึงขาดอายุความหรือเกินกำหนดเวลาประเมินแล้ว

เหตุคดีนี้มิได้เกิดจากความจงใจของโจทก์ทั้งสองที่จะหลีกเลี่ยงไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายให้ถูกต้อง แต่เกิดจากความไม่เข้าใจกฎหมายหากเห็นว่าโจทก์ทั้งสองต้องรับผิดขอให้งดหรือลดเงินเพิ่มแก่โจทก์ทั้งสองด้วย ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีของจำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 ตามหนังสือที่ 1074/1/100492 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2539เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ตามหนังสือเลขที่ 1074/ฝ.3.1/31/41/13 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2541 และให้งดหรือลดเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งสองจำเลยทั้งห้าให้การว่า การประเมินภาษีโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ตามประมวลรัษฎากรมิได้กำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินต้องดำเนินการออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบไต่สวนก่อน

เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองมิได้หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งให้ถูกต้องครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย แก่โจทก์ทั้งสองได้ทันที ประมวลรัษฎากร มาตรา 50 กำหนดหน้าที่ของผู้จ่ายเงินได้ว่าต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายเงินได้ มาตรา 54กำหนดความรับผิดของผู้จ่ายเงินได้ว่า หากมิได้หักและนำส่งให้ครบถ้วนแล้วผู้จ่ายเงินได้ต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในฐานะลูกหนี้ร่วมในภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดไป เจ้าพนักงานประเมินในคดีนี้จึงมีอำนาจประเมินภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จากโจทก์ทั้งสองโดยไม่จำต้องเรียกเก็บภาษีจากนางอรทัย คหะแก้ว ผู้มีเงินได้ก่อน นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงว่านางอรทัยผู้มีเงินได้ได้ชำระภาษีดังกล่าวไว้แล้วด้วย

สำหรับการกำหนดราคาขายอสังหาริมทรัพย์ของเจ้าพนักงานประเมินนั้น ในคดีนี้โจทก์ทั้งสองร่วมกันซื้อที่ดินตามฟ้องในราคา 11,060,000 บาท แต่แจ้งจดทะเบียนและทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินดังกล่าวไว้ต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพียง 5,000,000 บาท ต่อมาเมื่อโจทก์ทั้งสองขายที่ดินพร้อมตึกแถวที่สร้างขึ้นบนที่ดินดังกล่าวในปี 2534ถึง 2535 โจทก์ทั้งสองนำหลักฐานสัญญาจะซื้อขายที่ดินดังกล่าวพร้อมหลักฐานการชำระเงินรวมเป็นเงิน 11,060,000 บาท ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานประเมินภาษีเพื่อหักค่าใช้จ่ายเป็นต้นทุน ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินก็ยินยอมดังนั้น ราคาซื้อขายที่ดินที่แท้จริงคือราคา 11,060,000 บาท ราคาที่ดิน5,000,000 บาท ตามหลักฐานการจดทะเบียนและนิติกรรมจึงเป็นราคาที่โจทก์ทั้งสองร่วมกันอำพรางราคาซื้อที่ดินที่แท้จริงไว้ เป็นผลให้โจทก์ทั้งสองหักภาษี

ณ ที่จ่ายและนำส่งไว้ไม่ครบถ้วน การที่เจ้าพนักงานประเมินคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากราคาที่ดินที่แท้จริงจึงชอบแล้วการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งจ่ายให้แก่ผู้รับที่ขายอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50(5) กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ชัดเจนแล้ว และเจ้าพนักงานประเมินคำนวณโดยใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวในกรณีของโจทก์ทั้งสองโดยถูกต้อง ที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายต้องแบ่งเงินได้จากการขายออกเป็น 2 ส่วน เนื่องจากนางอรทัยถือกรรมสิทธิ์ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดก แต่เจ้าพนักงานมิได้คำนวณโดยแบ่งเงินได้ออกเป็น 2 ส่วน จึงไม่ชอบนั้น ประเด็นนี้โจทก์ทั้งสองมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มาก่อนจึงไม่มีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นศาลและการที่นางอรทัยขายที่ดินดังกล่าวในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดก

กฎหมายถือว่ากระทำในฐานะเป็นคณะบุคคล จึงต้องเสียภาษีในฐานะคณะบุคคลโดยคำนวณจากเงินได้ที่ขายทั้งจำนวน ไม่ใช่นำเงินได้ดังกล่าวไปแบ่งเป็น 2 ส่วน แล้วจึงคำนวณภาษีนอกจากนี้กรณีของโจทก์ทั้งสองเป็นการเรียกเก็บภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งโจทก์ทั้งสองหักและนำส่งไว้ไม่ถูกต้องเป็นการประเมินตามประมวลรัษฎากรมาตรา 52 และ 54 ซึ่งมิได้กำหนดอายุความเอาไว้ดังเช่นการประเมินตามมาตรา 19 และ 20 ที่กำหนดไว้ 5 ปี ดังนั้น การประเมินในคดีนี้จึงต้องใช้อายุความการเรียกเอาค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/31 ซึ่งกำหนดไว้ 10 ปี เจ้าพนักงานทำการประเมินและแจ้งการประเมินเรียกค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจากโจทก์ทั้งสองภายใน 10 ปีจึงไม่ขาดอายุความหรือเกินกำหนดเวลา

สำหรับข้อที่โจทก์ทั้งสองขอให้งดหรือลดเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น โจทก์ทั้งสองได้ซื้อที่ดินจากนางอรทัยในราคา 11,060,000 บาท แต่โจทก์ทั้งสองร่วมกับนางอรทัยทำการจดทะเบียนและนิติกรรมซื้อขายที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินในราคา 5,000,000 บาทจึงเห็นได้ว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีให้แก่รัฐมาแต่แรกไม่สมควรจะงดหรือลดเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งสอง และเงินเพิ่มดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้งดหรือลดแต่อย่างใด การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามฟ้องจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินภาษีตามหนังสือที่ 1074/1/100492 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2539 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 1074/ฝ.3.1/31/41/13 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2541 เฉพาะส่วนภาษีเงินได้หัก

ณ ที่จ่ายของกองมรดกพันตำรวจตรีชวน คหะแก้วคำขอนอกจากนี้ให้ยกโจทก์ทั้งสอง และจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่าการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหักณ ที่จ่าย ซึ่งโจทก์ทั้งสองนำส่งไว้ตามฟ้องจะต้องออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบไต่สวนก่อนหรือไม่ และการประเมินดังกล่าวจะต้องกระทำภายในเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ออกหมายเรียกหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า เรื่องภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเนื่องจากการขายอสังหาริมทรัพย์กฎหมายบัญญัติให้ผู้จ่ายเงินได้ (ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์) มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าอสังหาริมทรัพย์แล้วนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามประกาศกระทรวงการคลัง (ฉบับที่ 10) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 แห่งประมวลรัษฎากร

เมื่อขณะโจทก์ไปจดทะเบียนซื้อที่ดินในคดีนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนเป็นผู้ออกใบสั่งให้โจทก์ทั้งสองชำระค่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ตามเอกสารหมาย จ.2แผ่นที่ 2 จึงถือได้ว่าเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินต่อโจทก์ทั้งสองและเมื่อโจทก์ทั้งสองชำระค่าภาษีดังกล่าวแล้ว หากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2จะประเมินแก้ไขจำนวนเงินค่าภาษีตามที่ประเมินไว้ข้างต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2ก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของมาตรา 19 และมาตรา 20 แห่งประมวลรัษฎากรกล่าวคือ ต้องออกหมายเรียกโจทก์ทั้งสองมาไต่สวนตรวจสอบก่อนภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด เห็นว่า ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีนี้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8)

แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้จ่ายเงินได้ต้องหักไว้ตามจำนวนที่กำหนดไว้แน่นอนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50(4) แล้วนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลรัษฎากรมาตรา 52 วรรคสอง ซึ่งเมื่อมาตรา 50(5) ได้กำหนดจำนวนไว้แน่นอนว่าจะต้องหักไว้เท่าใดแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองผู้มีหน้าที่หักเงินต้องนำส่งโดยมิพักต้องมีการประเมินโดยเจ้าพนักงานและการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามประกาศกระทรวงการคลัง (ฉบับที่ 10) ก็เพื่อประเมินภาษีเงินได้ของผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ในการขายอสังหาริมทรัพย์ อันจะต้องมีการจัดเก็บ

หาใช่เป็นการประเมินต่อโจทก์ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ไม่ ดังนั้นการที่ต่อมาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามกฎหมายได้ประเมินให้โจทก์ทั้งสองชำระภาษีหัก ณ ที่จ่ายเพิ่มเนื่องจากเพราะโจทก์ทั้งสองนำส่งไว้ไม่ถูกต้องตามฟ้อง จึงเป็นการประเมินภาษีอากรโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 52 ประกอบมาตรา 54 แห่งประมวลรัษฎากร จำเลยที่ 2ย่อมกระทำได้โดยมิต้องออกหมายเรียกโจทก์ทั้งสองเพื่อตรวจสอบไต่สวนตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร เพราะมิใช่เป็นการประเมินภาษีอากรที่เป็นการแก้ไขจำนวนเงินที่ประเมินไว้หรือที่ยื่นรายการไว้เดิมตามประมวลรัษฎากร มาตรา 20 และเมื่อไม่ต้องออกหมายเรียกตามมาตรา 19กรณีจึงไม่ต้องคำนึงถึงกำหนดระยะเวลา 5 ปี ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19ด้วยเช่นกัน

อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้นปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองต่อไปมีว่า เมื่อโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้ตามฟ้องหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย และนำส่งไว้ไม่ครบถ้วนก่อนจะประเมินให้โจทก์ทั้งสองต้องรับผิด เจ้าพนักงานจะต้องตรวจสอบไต่สวนการเสียภาษีของนางอรทัยผู้รับเงินหรือผู้มีเงินได้ว่าได้เสียภาษีเงินได้ไว้ถูกต้องแล้วหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่าเมื่อความรับผิดระหว่างโจทก์ทั้งสองผู้จ่ายเงินได้กับนางอรทัยผู้มีเงินได้อยู่ในฐานะลูกหนี้ร่วมหากนางอรทัยได้ยื่นแบบและชำระภาษีต่อจำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว ย่อมมีผลให้โจทก์ทั้งสองหลุดพ้นความรับผิดได้ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 291 ประกอบมาตรา 292 เห็นว่า

ประมวลรัษฎากร มาตรา 54 กำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้ที่หักภาษีหรือนำส่งไว้ไม่ครบถ้วนต้องร่วมรับผิดกับผู้มีเงินได้ในจำนวนภาษีที่ต้องชำระให้ครบถ้วนด้วย ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่าโจทก์ทั้งสองหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินจึงมีสิทธิเรียกเก็บเงินภาษีที่ขาดไปนั้นจากโจทก์ทั้งสองได้โดยมิต้องเรียกนางอรทัยมาตรวจสอบไต่สวนก่อนเพราะกรณีเป็นการประเมินเรียกเก็บภาษีที่ขาดอยู่จากโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมีหน้าที่แสดงพยานหลักฐานพิสูจน์ว่านางอรทัยชำระภาษีดังกล่าวไว้ครบถ้วนแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินภาษีตามหนังสือที่ 1074/1/100492ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2539 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 1074/ฝ.3.1/31/41/13ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2541 เฉพาะส่วนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของกองมรดกพันตำรวจตรีชวน คหะแก้ว โดยให้หักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นเงิน 328,000 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

Matter details

Panel of judges
โนรี จันทร์ทร · ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ · ทวีวัฒน์ แดงทองดี
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 21/2536

ค่าจ้างคนทำสวน ค่าซักล้างทำความสะอาดพรม ค่าซักผ้าม่านค่าทำความสะอาดสระว่ายน้ำ ค่าผงคลอรีน สำหรับใส่สระว่ายน้ำค่าผงซักฟอก ค่ากำจัดปลวก ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์จ่ายไปเพื่อบำรุงรักษาทรัพย์สินของโจทก์…

Supreme Court Judgment No. 4660/2533

เจ้าพนักงานประเมินท้องที่จังหวัดขอนแก่นเคยตรวจสอบบัญชีและประเมินให้โจทก์เสียภาษีอากรเพิ่มมาแล้ว ต่อมาภายใน 5 ปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ เจ้าพนักงานประเมินท้องที่สรรพากรเขต 4ซึ่งมีอำนาจจัดเก็บภาษีอากร…

Supreme Court Judgment No. 2510/2532

โจทก์จ่ายเงินได้ให้แก่พนักงานของโจทก์ โดยไม่ได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายและนำส่งให้ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายจำเลยจึงได้ประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายพร้อมเงินเพิ่มและส่งหนังสือแจ้…

Supreme Court Judgment No. 10135/2539

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการประเมินภาษีอากรไม่ชอบด้วยมาตรา49แห่งประมวลรัษฎากรเพราะมิได้รับอนุญาตจากอธิบดีนั้นแม้จะมิใช่ปัญหาที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลางแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรีย…

Supreme Court Judgment No. 5330/2537

พนักงานของโจทก์ได้นำรถยนต์ส่วนตัวมาใช้ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ให้แก่โจทก์ โดยโจทก์จ่ายเงินชดเชยให้ ซึ่งคำนวณมาจากข้อมูลค่าเสื่อมราคารถยนต์ ค่าดอกเบี้ยเช่าซื้อ ค่าภาษีประจำปี ค่าประกันภัยค่าอุปกรณ์ต่า…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up