คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,527,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,400,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหาย 4,145,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,527,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,400,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 มิถุนายน 2558) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7994 เลขที่ดิน 42 อำเภอพระราชวัง (วังน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กับจำเลยผู้จะขาย กำหนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ภายในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2558 ตามสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ เมื่อถึงกำหนดวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2558 นางเพ็ชรปภัสร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เดินทางไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาขาวังน้อย พบจำเลยที่สำนักงานที่ดินดังกล่าว แต่ทั้งสองฝ่ายมิได้ดำเนินการซื้อขายที่ดินกันในวันนั้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยต้องคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์หรือไม่
เพียงใด จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้รับเงินมัดจำตามเช็คจำนวน 3,000,000 บาท จากโจทก์ โดยจำเลยนำสืบแล้วว่า โจทก์นำเช็คไปให้นางเตือนใจ คนสนิทของโจทก์นำไปเข้าบัญชีของนางเตือนใจ จำเลยจึงมิได้รับเงินมัดจำตามเช็คดังกล่าวนั้น เห็นว่า จำเลยให้การว่า ภายหลังจำเลยได้รับเงินมัดจำจากโจทก์จำนวน 3,400,000 บาท จำเลยได้นำเงินจำนวน 2,000,000 บาท ที่ได้รับจากโจทก์เป็นค่ามัดจำไปวางมัดจำแก่นางสุจิตรา ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ขายให้แก่จำเลยดังนี้ ข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่ได้รับเงินมัดจำตามเช็คจำนวน 3,000,000 บาท จึงอยู่นอกเหนือประเด็นข้อพิพาท การที่จำเลยยกข้อเท็จจริงที่ตนนำสืบนอกเหนือจากที่ให้การไว้เป็นเหตุผลในฎีกาของจำเลยเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยให้จำเลยชนะคดี
ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป
Result
พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ