คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2540 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยพาอาวุธปืนออโตเมติก ขนาด 11 มม.เครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนเลขทะเบียน ปข.2/4026จำนวน 1 กระบอก พร้อมด้วยซองกระสุนปืนอันเป็นอาวุธปืนจำนวน 1 ซอง และกระสุนปืนขนาด 11 มม. 16 นัด ซึ่งเป็นของจำเลยที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้โดยชอบและสามารถใช้ยิงได้ ติดตัวไปในหมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรทั้งนี้โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวไปเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ทั้งจำเลยไม่ใช่เจ้าพนักงาน และไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ให้กระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยได้ยิงปืนที่จำเลยพาติดตัวไปดังกล่าวซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุบริเวณหมู่บ้าน 8 นัด
อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33,91, 371, 376 ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลางคืนกระสุนปืนของกลางแก่เจ้าของจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสองประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 376 ฐานพาอาวุธปืนฯเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 2,000 บาท ฐานยิงปืนโดยใช่เหตุ ปรับ 500 บาท รวมปรับ 2,500 บาท
จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 1,250 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 ริบของกลาง เว้นแต่กระสุนปืนให้คืนแก่เจ้าของจำเลยอุทธรณ์ขอให้ไม่ริบอาวุธปืนของกลางศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์แต่เฉพาะปัญหาข้อเท็จจริงว่า ศาลชั้นต้นไม่ควรใช้ดุลพินิจริบอาวุธปืนของกลาง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3
Result
พิพากษายืนให้ริบอาวุธปืนของกลางตามศาลชั้นต้น คดีจึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 ในชั้นฎีกาจำเลยกลับฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าอาวุธปืนของกลางมิใช่ทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดหรือใช้ในการกระทำความผิด จึงริบไม่ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 อีกทั้งคดีนี้เมื่อจำเลยยอมรับว่าเป็นผู้ใช้อาวุธปืนของจำเลยยิงในหมู่บ้านจริง อาวุธปืนของกลางจึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิด ข้อฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้พิพากษาให้ยกฎีกาจำเลย