Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2549 (ref. 266719)

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยโต้แย้งว่า ป.รัษฎากร มาตรา 8 วรรคสาม, 33 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 8 (4) (9) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฯ ขอให้ศาลล้มละลายกลางส่งคำร้องของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฯ มาตรา 264 การที่ศาลล้มละลายกลางสั่งในคำร้องของจำเลยเป็นคำสั่งก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี แม้เป็นคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฯ มาตรา 264 ก็เป็นคำสั่งในขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรม จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้ อุทธรณ์ของจำเลยจึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226, 247 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายหลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว จึงต้องนำบทบัญญัติตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่นี้มาใช้บังคับ อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลาย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะอุทธรณ์ได้เฉพาะกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ทั้งไม่มีกรณีจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามมาตรา 26 วรรคสี่ จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณา ปัญหาที่ว่าหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ที่โจทก์หมดสิทธิบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 หรือไม่ เป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลชั้นต้น จำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นนี้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 จำเลยอุทธรณ์การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมิน โจทก์ส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยโดยวิธีปิดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2539 ซึ่งถือว่าจำเลยได้รับแล้วในวันปิดนั้นเองตาม ป.รัษฎากร มาตรา 8 วรรคสอง และวรรคสาม จำเลยมิได้ฟ้องคดีต่อศาลเพื่อโต้แย้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หนี้ภาษีอากรตามคำวินิจฉัยดังกล่าวจึงเด็ดขาดและเป็นหนี้ภาษีอากรค้างตามกฎหมาย ระยะเวลาที่โจทก์มีอำนาจใช้วิธีการยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยผู้ค้างชำระหนี้ภาษีอากรตาม ป.รัษฎากร มาตรา 12 วรรคสี่ ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 271 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 เริ่มตั้งแต่วันถัดจากวันที่จำเลยได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์คือวันที่ 23 มีนาคม 2539 นับถึงวันฟ้องคดีนี้คือวันที่ 21 มีนาคม 2546 ยังไม่พ้น 10 ปี หนี้ตามฟ้องไม่ใช่หนี้ที่โจทก์หมดสิทธิบังคับคดี เจ้าพนักงานของโจทก์ได้ปิดหมายเรียก ณ ที่อยู่หรือสำนักงานของจำเลยตาม ป.รัษฎากร มาตรา 8 วรรคสอง และถือว่าจำเลยได้รับหมายโดยชอบแล้วตาม ป.รัษฎากร มาตรา 8 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงไม่นำหลักการนับระยะเวลาปิดหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 วรรคสอง มาใช้บังคับ เจ้าพนักงานของโจทก์ปิดหมายเรียกวันที่ 16 พฤษภาคม 2538 หมายเรียกกำหนดให้จำเลยไปพบคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วันที่ 6 มิถุนายน 2538 เป็นการให้เวลาจำเลยล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน ชอบด้วย ป.รัษฎากร มาตรา 32 แล้ว

Provisions the court ruled on

ป.วิ.พ. Section 79 ป.วิ.พ. Section 226 ป.วิ.พ. Section 247 ป.วิ.พ. Section 249 ป.วิ.พ. Section 271 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 Section 8 ป.รัษฎากร Section 8 ป.รัษฎากร Section 12 ป.รัษฎากร Section 32 ป.รัษฎากร Section 33 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 Section 264

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 32 กำหนดให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวน แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน โจทก์ส่งหมายเรียกของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้จำเลยโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2538 นับระยะเวลาปิดหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคสอง จะมีผลให้ถือว่าได้รับหมายวันที่ 31 พฤษภาคม 2538 นับระยะเวลาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 32 ต้องมีผลเมื่อล่วงไปอีก 15 วัน นับแต่วันที่ถือว่าได้รับหมายคือวันที่ 15 มิถุนายน 2538 การนัดให้ไปพบคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในวันที่ 6 มิถุนายน 2538 จึงขัดต่อประมวลรัษฎากร มาตรา 32 ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะถือว่าจำเลยไม่มาพบ

ไม่พิจารณาอุทธรณ์และไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อศาลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 33 ไม่ได้ เพราะเป็นโมฆะ ขอให้รอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว แล้วส่งบทบัญญัติที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า คำร้องของจำเลยมิได้แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 8 วรรคสาม มาตรา 3 และพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (4) (9) มาตราใดขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตราใดและขัดแย้งกันอย่างไร คำร้องของจำเลยไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 264 วรรคหนึ่ง จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ต่อมาหลังจากสืบพยานจำเลยเสร็จคดีอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษา จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การและคำแถลงการณ์ปิดคดี

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า รับคำแถลงการณ์ปิดคดี ส่วนคำร้องขอแก้ไขคำให้การนั้นไม่รับ เพราะพ้นเวลาที่จะแก้ไขคำให้การ

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งทั้งสามต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลล้มละลายกลางสั่งในคำร้องของจำเลยเป็นคำสั่งก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี แม้เป็นคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 264 ก็เป็นคำสั่งในขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรม จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยแล้วจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งศาลล้มละลายกลางไว้แต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226, 247 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาวินิจฉัยประการที่สอง จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2548 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังมีการประกาศใช้บังคับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 มาตรา 3 แล้ว จึงต้องนำบทบัญญัติตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่นี้มาใช้บังคับ คดีนี้ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งไม่รับคำร้องขอแก้ไขคำให้การ จำเลยอุทธรณ์ ถือว่าเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะอุทธรณ์ได้เฉพาะกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 24 วรรคสอง (1)

ถึง (5) คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ทั้งไม่มีกรณีจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 26 วรรคสี่ คำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยฉบับดังกล่าวมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาวินิจฉัยประการที่สาม เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แต่เป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 คดีนี้จำเลยอุทธรณ์การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมิน

โจทก์ส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยโดยวิธีปิดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2539 ซึ่งถือว่าจำเลยได้รับแล้วในวันปิดนั้นเองตามประมวลรัษฎากร มาตรา 8 วรรคสอง และวรรคสาม จำเลยมิได้ฟ้องคดีต่อศาลเพื่อโต้แย้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หนี้ภาษีอากรตามคำวินิจฉัยดังกล่าวจึงเด็ดขาดและเป็นหนี้ภาษีอากรค้างตามกฎหมาย ระยะเวลาที่โจทก์มีอำนาจใช้วิธีการยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยผู้ค้างชำระหนี้ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 วรรคสี่ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 เริ่มตั้งแต่วันถัดจากวันที่จำเลยได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์คือวันที่ 23 มีนาคม 2539 นับถึงวันฟ้องคดีนี้คือวันที่ 21 มีนาคม 2546 ยังไม่พ้น 10 ปี

หนี้ตามฟ้องไม่ใช่หนี้ที่โจทก์หมดสิทธิบังคับคดี อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ส่งหมายเรียกของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไปยังจำเลยโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2538 นับระยะเวลาปิดหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคสอง มีผลให้ถือว่าได้รับหมายวันที่ 31 พฤษภาคม 2538 และนับระยะเวลาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 32 ต้องมีผลล่วงไปอีก 15 วัน นับแต่วันที่ถือว่าได้รับหมายคือวันที่ 15 มิถุนายน 2538 การนัดให้ไปพบคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในวันที่ 6 มิถุนายน 2538 จึงขัดต่อประมวลรัษฎากร มาตรา 32 ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เห็นว่า ตามบันทึกการปิดหมายระบุว่าปิดหมายไว้ที่หน้าประตูบ้านจำเลยและจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าการปิดหมายเรียกมิได้ปิด

ณ ที่อยู่หรือสำนักงานของจำเลย จึงฟังได้ว่าเจ้าพนักงานของโจทก์ได้ปิดหมายเรียกในที่ซึ่งเห็นได้ง่าย ณ ที่อยู่หรือสำนักงานของจำเลยแล้ว ซึ่งเจ้าพนักงานของโจทก์มีอำนาจทำได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 8 วรรคสอง และเมื่อได้ปฏิบัติดังกล่าวถือว่าจำเลยได้รับหมายโดยชอบแล้ว ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 8 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงไม่นำหลักการนับระยะเวลาปิดหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคสอง มาใช้บังคับ เจ้าพนักงานของโจทก์ปิดหมายเรียกที่บ้านจำเลยวันที่ 16 พฤษภาคม 2538 หมายเรียกกำหนดให้จำเลยไปพบคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วันที่ 6 มิถุนายน 2538 เป็นการให้เวลาจำเลยล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน

ชอบด้วยบทบัญญัติประมวลรัษฎากร มาตรา 32 แล้ว เมื่อจำเลยไม่ไปพบคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามกำหนดในหมาย คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงมีอำนาจพิจารณาข้อเท็จจริงต่อไปตามที่เห็นสมควร จำเลยไม่ได้โต้แย้งเรื่องการส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จึงฟังได้ว่าโจทก์ส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยโดยชอบแล้ว ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้าย จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เรือตรีประหยัดพยานโจทก์เบิกความตอนหนึ่งว่า โจทก์อายัดเงินฝากธนาคารออมสินของจำเลยมาชำระหนี้แล้ว คงเหลือหนี้ 17,000,000 บาทเศษ และได้สืบหาแล้วไม่พบทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดของจำเลยที่จะพึงยึดมาชำระหนี้อีก โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ 2 ครั้ง มีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน

จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (9) ฟังได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.

Matter details

Panel of judges
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี · สมชาย พงษธา · วัฒนชัย โชติชูตระกูล
Lower court
ศาลล้มละลายกลาง - นายโชค จงสงวนศาลอุทธรณ์ -
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2968/2537

หลังจากศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นตั้งประเด็นเพิ่มเติมจากประเด็นที่กำหนดไว้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าประเด็นที่โจทก์ขอเพิ่มเติมรวมอยู่ในประเด็…

Supreme Court Judgment No. 267/2534

ฎีกาของจำเลยทั้งสามในประเด็นที่ว่าคดีขาดอายุความแล้วปรากฏว่าในการชี้สองสถาน ศาลมิได้กำหนดเรื่องอายุความเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ และไม่ปรากฏว่าจำเลยโต้แย้งคำสั่งในการกำหนดประเด็นข้อพิพาท จึงไม่มีประเด็นท…

Supreme Court Judgment No. 2203/2531

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 มิได้มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 7 ฟ้องคดีล้มละลาย โจทก์ที่ 7 ในฐานะตัวแทนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 จึงไม่มีอำนาจมอบให้โจทก์ที่ 10 ฟ้องคด…

Supreme Court Judgment No. 2525/2530

ฎีกาที่มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แต่ประการใดเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งคำร้องของจำเลยที่ขอให้ถอนการยึด…

Supreme Court Judgment No. 368/2519

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเช่าตึกแถวของโจทก์ 2 ห้องมีกำหนด 10 ปี ค่าเช่าห้องละ 100 บาทต่อเดือนบัดนี้ครบกำหนดสัญญาและโจทก์บอกเลิกการเช่าแล้วจำเลยไม่ยอมออก ขอให้ขับไล่และชำระค่าเช่าที่ค้าง 2,000 บาท กับค…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up