Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2672/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

คดีก่อน โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรม แม้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยแบ่งเงินฝากในธนาคารต่าง ๆ และที่ดิน แต่สำหรับเงินฝากทั้งเจ็ดบัญชีในคดีนี้ เป็นคนละส่วนกับเงินฝากในคดีดังกล่าว ประกอบกับโจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า จำเลยได้ปิดบังไม่แจ้งให้โจทก์ในฐานะทายาททราบว่ามีบัญชีเงินฝากทั้งเจ็ดบัญชีดังกล่าวอยู่ก่อนที่โจทก์จะได้ยื่นฟ้องจำเลยในคดีก่อน โดยจำเลยก็ไม่ได้ให้การต่อสู้หรือนำสืบหักล้างว่าโจทก์ได้ทราบมาก่อนหน้านั้นแล้วว่าบัญชีเงินฝากต่าง ๆ ที่โจทก์ขอแบ่งในคดีนี้นั้น โจทก์ทราบอยู่แล้วว่ามีอยู่ก่อนที่จะฟ้องคดีก่อน จึงต้องรับฟังว่า โจทก์เพิ่งทราบความมีอยู่ของเงินฝากทั้งเจ็ดบัญชีตามฟ้อง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกร้องให้จำเลยแบ่งเงินในบัญชีเงินฝากทั้งเจ็ดบัญชีดังกล่าวได้ ไม่เป็นฟ้องซ้อน ตามคำให้การของจำเลยในข้อ 1 กล่าวอ้างว่า เจ้ามรดกยกกรรมสิทธิ์ของเงินฝากตามบัญชีเงินฝากทั้งเจ็ดบัญชีให้แก่จำเลยแล้ว แต่ในข้อ 2 จำเลยกลับกล่าวอ้างว่า จำเลยครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์ในเงินฝากตามบัญชีทั้งเจ็ดบัญชีแล้ว จึงเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเอง คำให้การของจำเลยในส่วนนี้ไม่ชัดแจ้ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็น แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อนี้ไว้ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ โจทก์ไม่เคยทราบถึงเรื่องที่จำเลยเป็นผู้ครอบครองดูแลเงินฝากตามบัญชีทั้งเจ็ดบัญชี ประกอบกับระหว่างที่มีการประชุมทายาทเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก จำเลยเคยพูดยอมรับว่า ทรัพย์มรดกที่ตนเองครอบครองนั้นครอบครองไว้แทนทายาทคนอื่น ๆ โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมจึงมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งเงินในบัญชีเงินฝากทั้งเจ็ดบัญชีตามฟ้องได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง แม้จะยื่นฟ้องเกินกว่า 1 ปี นับแต่ทราบว่าเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย คดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งปันเงินจากบัญชีเงินฝากแก่โจทก์ทั้งสามคนละ 1,616,666.67 บาท รวมเป็นเงิน 4,850,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากแต่ละบัญชีตั้งแต่วันเปิดบัญชีถึงวันฟ้องและให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,850,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่โจทก์ครบถ้วน หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขแดงที่ 8395/2547 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้หรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้อน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งเงินในบัญชีเงินฝากตามฟ้องข้อ 3.1 ถึง 3.7 ให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 1,616,666.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินในบัญชีต่าง ๆ ดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ใน 6 ส่วน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 1,616,666.67 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มีนาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความแทนโจทก์ทั้งสามคนละ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสามและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์ทั้งสาม จำเลย นายประเวช และนายประสิทธิ์ เป็นบุตรของนายกิมแคกับนางอัมพร เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2546 นายกิมแคและนางอัมพรถึงแก่ความตาย โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ทายาทของบุคคลทั้งสองมีการประชุมเพื่อตกลงแบ่งมรดก แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ โจทก์ทั้งสามจึงยื่นฟ้องจำเลย นายประเวชและนายประสิทธิ์ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ 8083/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 8395/2547 ขอแบ่งมรดกของนายกิมแคและนางอัมพร ซึ่งโจทก์ทั้งสามระบุว่ามีที่ดินและเงินฝากในบัญชีซึ่งระบุชื่อจำเลยร่วมกับนายกิมแคและนางอัมพรซึ่งมีเงินฝากในบัญชีประมาณ 11,000,000 บาท

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ให้จำเลยกับพวกแบ่งเงินฝากในบัญชีที่จำเลยมีชื่อกับนายกิมแคและนางอัมพรให้แก่โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทตามส่วน คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ ปัญหาข้อนี้แม้ศาลอุทธรณ์จะยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เห็นว่า คดีหมายเลขแดงที่ 8395/2547 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยกับพวกขอแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทของนายกิมแคและนางอัมพร ซึ่งคดีดังกล่าวแม้โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้จำเลยกับพวกแบ่งเงินฝากในธนาคารต่าง

ๆ และที่ดิน ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของนายกิมแคและนางอัมพร แต่สำหรับเงินฝากทั้งเจ็ดบัญชีในคดีนี้ เป็นคนละส่วนกับเงินฝากในคดีดังกล่าว ประกอบกับโจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องและนำสืบว่า จำเลยได้ปิดบังไม่แจ้งให้โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาททราบว่ามีบัญชีเงินฝากของนายกิมแคและนางอัมพรทั้งเจ็ดบัญชีดังกล่าวอยู่ก่อนที่โจทก์ทั้งสามจะได้ยื่นฟ้องจำเลยกับพวกเป็นคดีที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยจำเลยก็ไม่ได้ให้การต่อสู้หรือนำสืบหักล้างว่าโจทก์ทั้งสามได้ทราบมาก่อนหน้านั้นแล้วว่าบัญชีเงินฝากต่าง ๆ ที่โจทก์ทั้งสามขอแบ่งในคดีนี้นั้น โจทก์ทั้งสามทราบอยู่แล้วว่ามีอยู่ก่อนที่จะฟ้องคดีที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่า

โจทก์ทั้งสามเพิ่งทราบความมีอยู่ของเงินฝากทั้งเจ็ดบัญชีตามฟ้อง โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องเรียกร้องให้จำเลยแบ่งเงินในบัญชีเงินฝากทั้งเจ็ดบัญชีเป็นคดีนี้ได้ ฟ้องโจทก์ทั้งสามจึงไม่เป็นฟ้องซ้อน ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในเงินฝากตามบัญชีทั้งเจ็ดโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ แม้ศาลอุทธรณ์จะยังมิได้วินิจฉัย แต่เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยโดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยในข้อ 1 จำเลยกล่าวอ้างว่า นายกิมแคและนางอัมพรยกกรรมสิทธิ์ของเงินฝากตามบัญชีเงินฝากทั้งเจ็ดบัญชีให้แก่จำเลยแล้ว แต่ในข้อ 2 จำเลยกลับกล่าวอ้างว่า

จำเลยครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์ในเงินฝากตามบัญชีทั้งเจ็ดบัญชีแล้ว จึงเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเอง คำให้การของจำเลยในส่วนนี้ไม่ชัดแจ้ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็น ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อนี้ไว้ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ข้างต้นว่า โจทก์ทั้งสามไม่เคยทราบถึงเรื่องที่จำเลยเป็นผู้ครอบครองดูแลเงินฝากตามบัญชีทั้งเจ็ดบัญชี เพราะมิฉะนั้น หากโจทก์ทั้งสามทราบว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองบัญชีและเงินฝากตามบัญชีทั้งเจ็ดบัญชีดังกล่าว

โจทก์ทั้งสามคงจะรีบดำเนินการเพื่อฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกเหมือนเช่นที่ฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8395/2547 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ น่าจะไม่ปล่อยปละละเลยจนกระทั่งเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2554 จึงได้ฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกซึ่งเป็นเวลาล่วงเลยมานานถึง 7 ปีเศษ ประกอบกับระหว่างที่มีการประชุมทายาทเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก จำเลยเคยพูดยอมรับว่า ทรัพย์มรดกที่ตนเองครอบครองนั้น ครอบครองไว้แทนทายาทคนอื่น ๆ โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของนายกิมแคและนางอัมพรจึงมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งเงินในบัญชีเงินฝากทั้งเจ็ดบัญชีตามฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง แม้จะยื่นฟ้องเกินกว่า 1 ปี นับแต่ทราบว่านายกิมแคและนางอัมพรถึงแก่ความตาย คดีของโจทก์ทั้งสามไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

Result

พิพากษากลับว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความใช้แทนโจทก์แต่ละคนคนละ 20,000 บาท

Matter details

Panel of judges
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ · ประยูร ณ ระนอง · ภาติยะ ดวงมณี
Lower court
ศาลแพ่ง - นายสัมพันธ์ ผาสุข
ศาลอุทธรณ์ - นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
Supreme Court black case no.
พ.1556/2558
Trial court black case no.
พ916/2554
Trial court red case no.
พ731/2556
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1570/2556

การฟ้องคดีล้มละลายเป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั่วไป เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวที่มีอำ…

Supreme Court Judgment No. 3132/2549

ศาลแพ่งธนบุรีอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังอุทธรณ์ต่อมา คดีจึงอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ส่วนการถอนคำฟ้องที่มีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องและทำให้คู่ความกลับเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ…

Supreme Court Judgment No. 7265/2544

ฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดว่าจำเลยตกลงเช่าตึกแถวพิพาทจากโจทก์มีการทำสัญญาเช่าและต่อสัญญาเช่าหลายครั้งต่อมาเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไป จึงให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญ…

Supreme Court Judgment No. 5093/2541

โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยมีหนังสือให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์ไปตรวจสอบสภาพการก่อสร้างตามโครงการแล้ว ปรากฏว่าจำเลยยังไม่ได้สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกตามที่โฆษณาไว้กล่าวคือ…

Supreme Court Judgment No. 5590/2540

หนังสือสัญญากู้เงินพิพาททั้งสองฉบับเป็นเอกสารที่แท้จริง และจำเลยได้ชำระหนี้รายพิพาทแก่โจทก์แล้วเป็นเงิน 323,500 บาท โดยใช้วิธีส่งเงินทางไปรษณีย์ธนาณัติไปให้โจทก์และโจทก์ได้รับแล้ว ถือว่าได้ว่าโจทก์ยอม…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up