Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2827/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ขอให้กักเรือของ

Provisions the court ruled on

ป.วิ.พ. Section 83 พ.ร.บ.การกักเรือ พ.ศ. 2534 Section 3 พ.ร.บ.การกักเรือ พ.ศ. 2534 Section 29 พ.ร.บ.การกักเรือ พ.ศ. 2534 Section 9

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ขอให้กักเรือของจำเลยที่1ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติการกักเรือพ.ศ.2534ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กักเรือของจำเลยที่1ไว้ตามขอต่อมาโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่1ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเนื่องจากจำเลยที่1ปฎิบัติผิดสัญญารับขนเป็นคดีนี้ดังนี้การส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นใดให้แก่จำเลยจึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติการกักเรือฯมาตรา29วรรคหนึ่ง(1)ซึ่งบัญญัติว่าถ้ามีตัวแทนให้ส่งแก่ตัวแทนและวรรคสามซึ่งบัญญัติว่าให้ถือว่าจำเลยได้รับคำคู่ความหรือเอกสารนั้นเมื่อระยะเวลาสิบห้าวันได้ล่วงพ้นไปแล้วนับแต่วันที่ได้ส่งหรือปิดคำคู่ความหรือเอกสารนั้น เมื่อพระราชบัญญัติการกักเรือฯบัญญัติถึงวิธีการส่งคำคู่ความให้แก่จำเลยซึ่งมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรไว้เป็นพิเศษโดยเฉพาะแล้วจึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา83ทวิและมาตรา83ฉอันเป็นบททั่วไปมาใช้บังคับกรณีสืบเนื่องมาจากโจทก์ร้องขอให้กักเรือพัฒนา 188 ของจำเลยที่ 1 เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติการกักเรือ พ.ศ. 2534

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้กักเรือพัฒนา 188 ไว้ จำเลยที่ 1 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้แต่งตั้งและมอบอำนาจให้นายบรรจบ วงษ์วิบูลย์สิน ตัวแทนยื่นคำร้องขอให้ปล่อยเรือศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากเรือพัฒนา 188 ซึ่งปฎิเสธ ไม่รับขนส่งสินค้าตามสัญญารับขนทางทะเลให้แก่โจทก์โจทก์ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่นายบรรจบ วงษ์วิบูลย์สิน ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยเรือตามพระราชบัญญัติการกักเรือ พ.ศ. 2534โดยการปิดหมายเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2537 จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2537ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การ โดยเห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนด 45 วันจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ขอให้กักเรือพัฒนา 188 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติการกักเรือ พ.ศ. 2534

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กักเรือของจำเลยที่ 1 ไว้ตามขอ ต่อมาโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเนื่องจากจำเลยที่ 1 ปฎิบัติ ผิดสัญญารับขนเป็นคดีนี้ ตามพระราชบัญญัติการกักเรือ พ.ศ. 2534 มาตรา 3 วรรคสองบัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือ" หมายความว่า สิทธิเรียกร้องอันเกิดจาก (ค) สัญญาเกี่ยวกับการใช้ เช่า เช่าซื้อหรือยืมเรือ การให้บริการบรรทุก หรือสัญญาอื่นทำนองเดียวกัน คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายฐานปฎิบัติ ผิดสัญญารับขนซึ่งเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องอันเกิดจากสัญญาการให้บริการบรรทุกจึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือตามนัยแห่งพระราชบัญญัติการกักเรือ พ.ศ. 2534 มาตรา 3 ดังกล่าวข้างต้นนั่นเอง

ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ผู้ถูกฟ้อง มิได้มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักร การส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นใดให้แก่จำเลยจึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติการกักเรือ พ.ศ. 2534มาตรา 29 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้เป็นพิเศษว่า "เมื่อลูกหนี้ซึ่งมิได้มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรถูกฟ้องคดีแล้ว และยังไม่ได้ตั้งทนายความไว้ การส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นใดให้แก่จำเลย (1)ถ้ามีตัวแทนให้ส่งแก่ตัวแทน" และวรรคสามบัญญัติว่า "เมื่อได้ปฎิบัติตามวรรคหนึ่ง แล้ว ให้ถือว่าจำเลยได้รับคำคู่ความหรือเอกสารนั้นเมื่อระยะเวลาสิบห้าวันได้ล่วงพ้นไปแล้วนับแต่วันที่ได้ส่งหรือปิดคำคู่ความหรือเอกสารนั้น" ซึ่งหมายความว่า การส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นนั้น จะมีผลต่อเมื่อกำหนดเวลาสิบห้าวันได้ล่วงพ้นไปแล้วนับแต่วันที่ได้ส่งหรือปิดคำคู่ความหรือเอกสารนั้นคดีนี้ปรากฎว่าจำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แต่จำเลยที่ 1 แต่งตั้งให้นายบรรจบ

วงษ์วิบูลย์สิน เป็นตัวแทนในการรับเอกสารต่าง ๆตามเอกสารที่แนบมาท้ายคำร้องขอให้ปล่อยเรือฉบับลงวันที่21 ตุลาคม 2536 ของศาลชั้นต้น และเจ้าพนักงานปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ณ ที่ภูมิลำเนาของนายบรรจบตัวแทนของจำเลยที่ 1เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2537 จึงต้องเริ่มนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่8 มกราคม 2537 ครบกำหนด 15 วัน ซึ่งพระราชบัญญัติการกักเรือพ.ศ. 2534 มาตรา 29 วรรคสอง บัญญัติให้ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องในวันที่ 22 มกราคม 2537 จึงต้องเริ่มนับกำหนดเวลายื่นคำให้การภายใน 15 วัน ตั้งแต่วันที่23 มกราคม 2537 ครบกำหนดที่จำเลยที่ 1 จะยื่นคำให้การได้ภายในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2537 เป็นอย่างช้า ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1ยื่นคำให้การในวันที่ 7 มีนาคม 2537 จึงพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 83 ทวิและมาตรา 83 ฉะนั้น เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ใช้สำหรับกรณีการส่งหมายเรียกและคำฟ้องแก่จำเลยที่ไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรในกรณีทั่ว ๆ ไป แต่คดีนี้เป็นการฟ้องคดีตามสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือ ซึ่งมีพระราชบัญญัติการกักเรือพ.ศ. 2534 มาตรา 29 บัญญัติถึงวิธีการส่งคำคู่ความให้แก่จำเลยซึ่งมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรไว้เป็นพิเศษโดยเฉพาะแล้วจึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 83 ทวิ และมาตรา 83 ฉ อันเป็นบททั่วไปมาใช้บังคับได้ศาลล่างทั้งสองสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
สวรรค์ ศักดารักษ์ · อุดม มั่งมีดี · สันติ ทักราล
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3185/2551

จำเลยที่ 2 มิได้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการขายสินค้าให้แก่กรมสรรพาวุธทหารบกซึ่งมีโจทก์เป็นนายหน้า จึงถือไม่ได้ว่าสถานที่อันเป็นถิ่นที่อยู่หรือสำนักทำการงานของจำเลยที่ 2 เป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ซึ…

Supreme Court Judgment No. 12013/2547

จำเลยยื่นคำร้องขอส่งและปิดหมายเรียกและสำเนาคำให้การและฟ้องแย้งให้ทนายโจทก์ ศาลจึงมีคำสั่งให้ส่งสำเนาและหมายเรียกโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง โดยส่งแก่ทนายโจทก์แทนตามที่ขอ ซึ่งกรณีนี้ไม่ใช่การส่งคำคู่ความตาม…

Supreme Court Judgment No. 2539/2533

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์จำนวน 57,508.20 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์อยู่จำนวน 38,464.76 บาท จึงมีประเด็นข้อพิพาทกันแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสอ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2530 (ref. 60946)

คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ถ้าศาลฎีกาเห็นว่า เอกสารที่โจทก์ขอให้รับไว้ประกอบการพิจารณา ไม่ทำให้จำเลย เสียเปรียบในการต่อสู้คดีในชั้นฎีกา ก็รับเอกสารนั้นไว้ ประกอบการพิจารณาได้

Supreme Court Judgment No. 2121/2518

จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทแลกเงินสดจาก จ. และยอมเสียดอกเบี้ยให้ จ. โดยไม่มีกำหนดเวลาชำระต้นเงินคืน เมื่อจำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยตามสัญญา แม้เช็คพิพาทจะมิได้ลงวันที่สั่งจ่ายไว้ ผู้ทรงก็มีสิทธิลงวันที่สั่งจ่ายไ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up