Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 2957/2523

พ.ศ. 2523 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ช. เป็นผู้ถือประทานบัตร จึงเป็นผู้มีสิทธิทำเหมืองตามประทานบัตรการที่ ช. ทำหนังสือมอบอำนาจตั้งให้โจทก์เป็นตัวแทน มีอำนาจทำการแทนในการติดต่อกับพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติแร่ ในกิจการที่ระบุไว้ เป็นเพียงการตั้งตัวแทนเพื่อติดต่อกับพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น สิทธิทำเหมืองแร่ยังเป็นของ ช. ส่วนการที่ ช. ทำสัญญารับเงินค่าตอบแทนแล้วมอบให้โจทก์มีอำนาจดำเนินการขุดแร่ ขายแร่ได้ตามอายุประทานบัตรแต่ผู้เดียว โดยให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิและใช้สิทธิของตนได้โดยพลการนั้น มิใช่การโอนประทานบัตร แต่เป็นการให้โจทก์รับช่วงการทำเหมือง เมื่อมิได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมาย ตามความในมาตรา 77 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 โจทก์จึงหามีสิทธิทำเหมืองเสมือนผู้ถือประทานบัตรตามที่บัญญัติในบทมาตรานี้ไม่สิทธิทำเหมืองยังเป็นของ ช. ผู้เดียว ที่โจทก์เข้าทำเหมืองเป็นเพียงเข้าทำโดยอาศัยสิทธิของ ช. หากมีการโต้แย้งขัดขวางสิทธิในการทำเหมืองก็เป็นการโต้แย้งสิทธิของ ช. หาใช่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ไม่ แม้โจทก์จะอ้างว่าการทำสัญญาระหว่างโจทก์กับ ช. ข้างต้น ระบุให้โจทก์เป็นตัวแทนมีสิทธิได้รับบำเหน็จ แต่ก็ปรากฏว่าจำเลยแจ้งให้ ช. ระงับการทำเหมืองตามประทานบัตรไว้กับแจ้งให้ ช. ส่งประทานบัตรคืน จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์จากการทำเหมืองตามสัญญาดังกล่าว การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำต่อสิทธิทำเหมืองตามประทานบัตรอันเป็นสิทธิของ ช. มิได้กระทำต่อสิทธิที่จะได้รับบำเหน็จของโจทก์ดังโจทก์อ้าง จึงไม่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของโจทก์ ส่วนการที่นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งเห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการตรวจและติดตามผลการปฏิบัติราชการให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายจากรัฐบาลเนื่องจากทางการเพิกถอนประทานบัตรของ ช. แล้ว คำสั่งของนายกรัฐมนตรีดังกล่าวก็เป็นคำสั่งในทางบริหารไม่ใช่กฎหมาย ศาลจึงจะยกมาวินิจฉัยว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์และโจทก์มีอำนาจฟ้องมิได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดจากจำเลย

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 797 ป.พ.พ. Section 803 ป.วิ.พ. Section 55 พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 Section 76 พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 Section 77

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2513 พันตรีชลอ มีชูอรรถ ได้รับประทานบัตรทำเหมืองแร่เหล็ก 4 แปลง พันตรีชลอได้มอบอำนาจให้โจทก์เป็นตัวแทนในการติดต่อกับพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 และได้จดทะเบียนหนังสือมอบอำนาจไว้แล้วต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2513 พันตรีชลอได้ทำหนังสือสัญญาและมอบอำนาจให้โจทก์ดำเนินการขุดและขายแร่ที่เหมืองแร่เหล็กตามใบอนุญาตประทานบัตร4 แปลงนั้นตลอดไป โดยให้โจทก์เป็นผู้ลงทุนดำเนินการเองทั้งหมดและแบ่งผลประโยชน์แก่พันตรีชลอเป็นเงินอัตราเมตริกตันละ 20 บาทของจำนวนสินแร่ที่ผลิตได้ ในเดือนธันวาคม 2513 โจทก์เริ่มทำการขุดแร่ ก่อนที่โจทก์จะได้รับมอบอำนาจ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นข้าราชการทหารและกองทัพบก

ได้โต้แย้งโดยไม่สุจริตในทางราชการของกระทรวงกลาโหมจำเลยที่ 4โดยมีหนังสือถึงกระทรวงอุตสาหกรรมจำเลยที่ 2 ว่า ประทานบัตรทั้งสี่ฉบับซึ่งออกให้พันตรีชลอไม่ตรงกับพื้นที่ซึ่งศูนย์การทหารปืนใหญ่พิจารณาอนุญาตไว้ กรมทรัพยากรธรณีจำเลยที่ 1 จึงได้มีหนังสือที่ พก.0607/9675 ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2514 แจ้งให้พันตรีชลอระงับการทำเหมืองแร่ตามประทานบัตร เมื่อโจทก์ทราบเรื่องจึงโต้แย้งไปยังจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็กลับใจและยกเลิกคำสั่งตามหนังสือที่ พก.0607/9675 ลงวันที่ 17 ธันวาคม2514 โจทก์จึงมีสิทธิเข้าไปดำเนินการทำเหมืองแร่เหล็กได้ตามปกติอีก ต่อมาวันที่ 3 พฤศจิกายน 2515 จำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือแจ้งพันตรีชลอให้ส่งประทานบัตรคืนโดยอ้างเหตุผลว่า

หัวหน้าคณะปฏิวัติมีคำสั่งให้เพิกถอนประทานบัตรทั้งสี่แปลง ซึ่งเป็นการปฏิเสธไม่ให้ทำเหมืองแร่อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้โดยจำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันกระทำการทุจริตต่อพันตรีชลอและโจทก์เพราะพันตรีชลอและโจทก์ไม่ยอมให้ทรัพย์สินเป็นรางวัลตอบแทนแก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเรียกร้องเอาโดยไม่สุจริต จึงได้หาเหตุกลั่นแกล้งเพื่อยับยั้งไม่ให้โจทก์เข้าไปทำเหมืองแร่ได้ เพื่อจะให้มีการเพิกถอนประทานบัตรเสีย โจทก์เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงร้องเรียนต่อเลขาธิการคณะกรรมการตรวจและติดตามผลการปฏิบัติราชการ (ก.ต.ป.) คณะกรรมการดังกล่าวพิจารณาแล้วเชื่อว่าโจทก์ได้รับความเสียหายโดยมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งกลั่นแกล้งโจทก์โดยไม่สุจริตจริง จึงทำความเห็นเสนอนายกรัฐมนตรีว่าให้จำเลยที่ 1 สอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดและพิจารณาชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็เห็นชอบและสั่งให้ดำเนินการตามนั้น แต่เวลาล่วงเลยมาจนบัดนี้จำเลยที่ 1 และจำเลยอื่นก็ละเลยไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยจงใจกลั่นแกล้งและทำละเมิดให้โจทก์ได้รับความเสียหายซึ่งคำนวณแล้วเป็นเงิน 49,138,200 บาท ตามบัญชีทรัพย์ค่าเสียหายท้ายฟ้อง

ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีตามฟ้อง ให้จำเลยร่วมกันและแทนกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 49,138,200 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้ถือประทานบัตร ไม่ใช่ผู้เช่าช่วงหรือรับโอนประทานบัตรตามกฎหมาย เพียงแต่เป็นตัวแทนรับมอบอำนาจจากผู้ถือประทานบัตรให้ทำการติดต่อกับพนักงานเจ้าหน้าที่และทำกิจการเหมืองแร่ในนามของผู้ถือประทานบัตรเท่านั้นไม่ก่อให้เกิดผลที่จะใช้บังคับแก่ทางราชการได้ เพราะทางราชการไม่ทราบหรือให้ความยินยอมด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง การออกประทานบัตรทั้งสี่ฉบับปรากฏว่าพันตรีชลอได้ยื่นคำขอและนำชี้เขตที่ดินบริเวณสนามฝึกยิงปืนของศูนย์การทหารปืนใหญ่ให้เจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรธรณี

มีการออกประทานบัตรโดยไม่ตรงกับสถานที่ซึ่งพันตรีชลอขออนุญาตต่อกองทัพบกไว้ ต่อมามีผู้บุกรุกเข้าไปทำเหมืองแร่ในเขตสนามฝึกยิงปืน จำเลยที่ 3 ทราบเรื่องได้ให้ผู้แทนไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนและได้รายงานไปยังกองทัพบกกระทรวงกลาโหมจำเลยที่ 4ได้รายงานพฤติการณ์ทั้งหมดต่อคณะปฏิวัติ หัวหน้าคณะปฏิวัติจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนประทานบัตรทั้งสี่ฉบับนั้นเสีย จำเลยที่ 2 ก็ได้ดำเนินการสั่งเพิกถอนประทานบัตรดังกล่าวและแจ้งให้พันตรีชลอส่งประทานบัตรคืน จำเลยทั้งสี่มิได้ร่วมสมคบกันทุจริตต่อพันตรีชลอ มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ กิจการต่าง ๆ ที่โจทก์ทำไปแล้วเป็นการทำในนามผู้ถือประทานบัตรหรือผู้รับใบอนุญาตทำเหมืองชั่วคราวเท่านั้น ไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด

ๆ แก่โจทก์เกี่ยวกับการนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่เลย คำสั่งของนายกรัฐมนตรีก็ไม่ใช่คำสั่งให้จ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ เพียงแต่สั่งให้พิจารณาเรื่องของโจทก์ที่ขอให้พิจารณาชดเชยค่าเสียหายสืบเนื่องจากการสั่งเพิกถอนประทานบัตรครั้งนี้เท่านั้น ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ไม่อยู่ในฐานะที่จะได้รับค่าชดเชยในเรื่องนี้ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พันตรีชลอเป็นผู้ถือประทานบัตร จึงเป็นผู้มีสิทธิทำเหมืองตามประทานบัตร การที่พันตรีชลอทำหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.7 ตั้งให้โจทก์เป็นตัวแทน มีอำนาจทำการแทนในการติดต่อกับพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติแร่ ในกิจการที่ระบุไว้เป็นเพียงการตั้งตัวแทนเพื่อติดต่อกับพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น

สิทธิทำเหมืองยังเป็นของพันตรีชลอ ส่วนการที่พันตรีชลอทำหนังสือสัญญามอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.7 ก. และทำสัญญาเรื่องเงินค่าตอบแทนตามเอกสารหมาย จ.15 มอบให้โจทก์มีอำนาจดำเนินการขุดแร่ ขายแร่ได้ตามอายุประทานบัตรแต่ผู้เดียวโดยให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิและใช้สิทธิของตนได้โดยพลการนั้น มิใช่การโอนประทานบัตร แต่เป็นการให้โจทก์รับช่วงการทำเหมือง เมื่อมิได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายตามความในมาตรา 77 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 โจทก์จึงหามีสิทธิทำเหมืองเสมือนผู้ถือประทานบัตร ตามที่บัญญัติในบทมาตรานี้ไม่ สิทธิทำเหมืองยังเป็นของพันตรีชลอผู้เดียว ที่โจทก์เข้าทำเหมืองเป็นเพียงเข้าทำโดยอาศัยสิทธิของพันตรีชลอ หากมีการโต้แย้งขัดขวางสิทธิในการทำเหมืองก็เป็นการโต้แย้งสิทธิของพันตรีชลอ หาใช่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาอ้างว่าหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.7 ก. ระบุให้โจทก์เป็นตัวแทนมีสิทธิได้รับบำเหน็จเมื่อจำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดต่อโจทก์และเกิดความเสียหาย โจทก์จึงมีอำนาจตามสัญญาว่ามีบำเหน็จที่จะฟ้องจำเลยได้พิเคราะห์แล้ว โจทก์ฟ้องเป็นใจความว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำการทุจริตต่อพันตรีชลอและโจทก์หาเหตุกลั่นแกล้งเพื่อไม่ให้โจทก์เข้าไปทำเหมืองแร่ได้เพื่อจะให้มีการเพิกถอนประทานบัตรเสียจำเลยที่ 3 และกองทัพบกได้มีหนังสือในทางราชการของจำเลยที่ 4 ไปถึงจำเลยที่ 2 ว่า ประทานบัตรซึ่งออกให้พันตรีชลอไม่ตรงกับพื้นที่ซึ่งศูนย์การทหารปืนใหญ่อนุญาตไว้ และกองทัพบกยังได้แจ้งไปยังจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนประทานบัตรเสียจำเลยที่ 1จึงได้แจ้งให้พันตรีชลอระงับการทำเหมืองแร่ตามประทานบัตรไว้แต่ต่อมาภายหลังได้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวเสีย

ก่อนยกเลิกคำสั่งโจทก์ต้องหยุดทำเหมืองได้รับความเสียหายตามบัญชีค่าเสียหายท้ายฟ้องส่วนหนึ่ง ครั้นต่อมาจำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือแจ้งแก่พันตรีชลอ ให้ส่งประทานบัตรคืน โดยอ้างว่าหัวหน้าคณะปฏิวัติมีคำสั่งให้เพิกถอนประทานบัตรแล้ว ซึ่งเป็นการปฏิเสธไม่ให้ทำเหมืองอีกครั้งหนึ่ง ทำให้โจทก์เสียหายเป็นค่าที่ได้ลงทุนทำเหมืองไปขาดประโยชน์ที่ควรได้รับและอื่น ๆ ตามบัญชีค่าเสียหายท้ายฟ้อง ดังนี้ เห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นการโต้แย้งขัดขวางต่อสิทธิทำเหมืองตามประทานบัตรโดยตรง ปรากฏว่าจำเลยแจ้งให้พันตรีชลอระงับการทำเหมืองตามประทานบัตรไว้และแจ้งให้พันตรีชลอส่งประทานบัตรคืน มิได้โต้แย้งคัดค้านว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์จากการทำเหมืองตามสัญญา

เอกสารหมาย จ.7 ก. จึงเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำต่อสิทธิทำเหมืองตามประทานบัตร อันเป็นสิทธิของพันตรีชลอมิได้กระทำต่อสิทธิที่จะได้รับบำเหน็จของโจทก์ดังโจทก์อ้าง จึงไม่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของโจทก์ ที่โจทก์อ้างตามฎีกาและคำแถลงการณ์ต่อไปว่าคดีนี้นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งเห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการตรวจและติดตามผลการปฏิบัติราชการให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายจากรัฐบาลแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า คำสั่งของนายกรัฐมนตรีเป็นคำสั่งในทางบริหาร ไม่ใช่กฎหมาย ศาลจึงจะยกมาวินิจฉัยว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องมิได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลล่างทั้งสองว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงไม่ต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของโจทก์อีกต่อไปพิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
สมบูรณ์ บุญภินนท์ · ชุบ วีระเวคิน · อัมพล สุวรรณภักดี
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 6550/2547

การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนั้นมิได้มีข้อจำกัดตามกฎหมายว่าจะต้องมอบอำนาจให้ฟ้องบุคคลใดเป็นคดีเรื่องใดโดยเฉพาะเจาะจงเท่านั้น เมื่อหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมีข้อความระบุไว้ชัดว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนา…

Supreme Court Judgment No. 3160/2545

รัฐมนตรีมีคำสั่งมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฟ้องคดีแทนโจทก์ แม้ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ นาย ธ. จะพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโจทก์ไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อคำสั่งมอบอำนาจไม่ได้ถูกยกเลิกเพิกถอน ค…

Supreme Court Judgment No. 7810/2540

โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์การของรัฐบาลพ.ศ. 2496 โดยจัดตั้งขึ้นตาม พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ. 2517 โจทก์จึงมีอำนาจเป็นตัวการที่จะกระทำ การใดหรือทำนิติกรรมใด ๆ ไ…

Supreme Court Judgment No. 1414/2540

หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ระบุถึง อ.มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกเป็นคดีนี้เท่านั้นการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1…

Supreme Court Judgment No. 117/2540

ตามหนังสือมอบอำนาจระบุข้อความว่ากรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทโจทก์ได้มอบอำนาจให้ช. มีอำนาจดำเนินคดีแพ่งแทนโจทก์ในการฟ้องร้องเพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากการที่โจทก์…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up