คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้เข้าหุ้นส่วนกันเดินรถรับส่งคนโดยสารจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับมอบจากจำเลยคนอื่น ๆ ได้ตกลงยอมให้เงินช่วยเหลือในการสร้างสพานและถนนจากอำเภอแม่แตงถึงอำเภอพร้าวซึ่งเป็นทางที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ใช้โดยเฉพาะ โดยจำเลยจะช่วยเหลือในอัตรา 12,000 บาท ต่อรถยนต์ของจำเลย 1 คัน รวมเป็นเงิน 24,000 บาท เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระโจทก์จึงฟ้องขอบังคับให้จำเลยร่วมกันใช้เงินให้โจทก์จำเลยต่อสู้ว่า เส้นทางนี้เป็นสาธารณประโยชน์ โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกเก็บเงินหรือค่าทำขวัญจากจำเลยเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานแล้ววินิจฉัยให้โจทก์ชนะคดี คดีมาสู่ศาลฎีกา ๆ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยใช้เงินให้โจทก์ 12,000 บาทโจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยใช้เงินให้โจทก์ 24,000 บาทจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า
ขึ้นชื่อว่าทางหลวงไม่ว่าประเภทใด เอกชนหามีอำนาจปิดกั้นมิให้บุคคลหรือยวดยานสัญจรไปมา แม้แต่ทางหลวงสัมปทานตาม พระราชบัญญติทางหลวงสัมปทาน พ.ศ.2473 มาตรา 30 การที่โจทก์ปิดทางมิให้จำเลยเดินรถ จึงหามีอำนาจปิดไม่และตามสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยเป็นเรื่องจำเลยนำรถรับจ้างเข้ามาเดิน 2 คัน ก็ยินยอมตามคำเรียกร้องของโจทก์ที่จะช่วยเหลือค่าซ่อมสำหรับรถยนต์คันหนึ่งคิด 12,000 บาท ต่อฤดูการเดินรถ1 ปี ดังนี้ เทียบได้เสมอจำเลยต้องเสียค่าเช่าหรือค่าผ่านทางให้โจทก์และตามฟ้องและตลอดจนสัญญาเห็นว่าเป็นการเรียกเอาเงินค่าเดินรถในทางแต่เลี่ยงพูดเป็นว่าช่วยเหลือค่าซ่อม สัญญาเช่นนั้น จึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ และมีผลระหว่างคู่ความทุกฝ่าย