คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาและทำการสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว แล้วพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาใหม่ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนแล้ว สั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นสั่งว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์สั่งว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(1) ให้ยกคำร้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236บัญญัติไว้ชัดแล้วว่า ในกรณีที่มีการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์นั้น เมื่อผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยื่นตามศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คดี หรือมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ก็ดี ให้คำสั่งของศาลอุทธรณ์นั้นเป็นที่สุดกล่าวคือจะฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์นั้นไม่ได้ ฉะนั้นคำสั่งของศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ที่สั่งยืนตามศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ จึงเป็นคำสั่งถึงที่สุดตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกาคัดค้านศาลอุทธรณ์นั้นไม่ได้จึง
Result
พิพากษาให้ยกฎีกาโจทก์