Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2543 (ref. 32189)

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบในคดีแรงงานไม่จำต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เนื่องจากพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะได้บัญญัติไว้แล้วในมาตรา 39 วรรคหนึ่ง และการกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดในคดีแรงงานนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังเป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลแรงงานโดยเฉพาะ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ที่ 2 โดยไม่ได้กระทำความผิด เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม มีคำขอท้ายฟ้องให้บังคับจำเลยที่ 1จ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ที่ 2 เนื่องจากโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ทุจริตต่อหน้าที่ที่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 ในกรณีร้ายแรง มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ศาลแรงงานได้กำหนดให้คู่ความนำพยานเข้าสืบตามคำฟ้องและคำให้การ แม้ศาลแรงงานจะมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ที่ 2 เป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมหรือไม่ และเสียหายเพียงใด แต่หากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาคดีศาลแรงงานเห็นว่ากรณีที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ที่ 2 นั้นไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ศาลแรงงานย่อมมีอำนาจพิพากษาว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมทั้งกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยที่ 1 ชดใช้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 49 โจทก์ที่ 1 ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1อันเป็นความผิดเพียงเล็กน้อยยังไม่สมควรลงโทษเลิกจ้าง แต่จำเลยที่ 1กลับลงโทษเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้บันทึกบัตรลงเวลาทำงานโดยยังไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ จากจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ที่ 1 ไม่บันทึกบัตรลงเวลาทำงานเป็นการประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลว่าจะได้รับประโยชน์ในค่าจ้างหรือเงินพิเศษต่าง ๆ และได้รับการพิจารณาความดีความชอบจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงให้ปรากฏในสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 จะได้รับค่าจ้างและเงินพิเศษต่าง ๆ อะไร จำนวนเท่าใดและจำเลยที่ 1 จะพิจารณาให้ความดีความชอบอะไรแก่โจทก์ที่ 1 ทั้งศาลแรงงานก็มิได้ฟังข้อเท็จจริงดังที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1ข้อนี้เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เพื่อโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยคดีของศาลแรงงานเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย ถือว่าเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ระเบียบของจำเลยที่ 2 กำหนดว่า หากสมาชิกกองทุนพ้นจากสมาชิกด้วยเหตุผลถูกไล่ออกหรือถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างเนื่องจากประพฤติผิดอย่างร้ายแรงขัดต่อระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 สมาชิกไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบ ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 2 ไม่ได้กระทำผิด ส่วนโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่ แต่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 ในกรณีไม่ร้ายแรง ดังนี้ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 จึงมีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบจากจำเลยที่ 2

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 11 ป.พ.พ. Section 171 ป.วิ.พ. Section 183 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 Section 31 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 Section 39 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 Section 49 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 Section 54

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวน ศาลมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาคดี ให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 1 โจทก์สำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2 และได้พิพากษาคดีรวมกันโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 7,821 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 6,692 บาท จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 50,280 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 43,020 บาท จ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 33,520 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน28,680 บาท และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 49,642.80 บาท โจทก์ที่ 2จำนวน 31,643.15 บาทจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยจดทะเบียนตามกฎหมายเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2532 และวันที่ 18กรกฎาคม 2534 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ที่ 1 ที่ 2 เป็นลูกจ้างให้ปฏิบัติหน้าที่ที่โรงงานผลิตน้ำอัดลมจังหวัดปทุมธานี ค่าจ้างอัตราสุดท้ายของโจทก์ที่ 1เดือนละ 8,380 บาท โจทก์ที่ 2 เดือนละ 7,170 บาท จำเลยที่ 1 กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 3 และ 18 ของเดือนเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2541 โจทก์ที่ 1ที่ 2 มีกำหนดเวลาทำงานตั้งแต่ 15 นาฬิกา ถึง 23 นาฬิกา และได้เข้าทำงานตามปกติเวลา 15 นาฬิกา ต่อมาเวลาประมาณ 21 นาฬิกา โจทก์ที่ 1ขออนุญาตลาป่วยและออกจากโรงงานก่อนเวลาเลิกงานโดยไม่ได้บันทึกบัตรลงเวลาเลิกงาน

เวลาประมาณ 23 นาฬิกา โจทก์ที่ 2 บันทึกบัตรลงเวลาเลิกงานของโจทก์ที่ 1 ส่วนบัตรลงเวลาของโจทก์ที่ 2 ไม่ได้บันทึกเวลาเลิกงานวันที่ 7 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 1 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ตามคำสั่งเอกสารหมาย ล.5 จำเลยที่ 1 มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามเอกสารหมาย ล.4 โจทก์ที่ 2 ลงบันทึกบัตรลงเวลาทำงานให้โจทก์ที่ 1 เป็นการหยิบบัตรผิด ไม่มีเจตนาจะบันทึกบัตรลงเวลาทำงานแทนโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2จึงไม่ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 และฟังไม่ได้ว่าโจทก์ที่ 1 ใช้ให้โจทก์ที่ 2 บันทึกบัตรลงเวลาเลิกงานแทนโจทก์ที่ 1แต่การที่โจทก์ที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ พ.ศ. 2532 ย่อมรู้ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 ว่าต้องบันทึกบัตรลงเวลาทำงานขณะเข้าและออกจากโรงงานทุกครั้งเมื่อโจทก์ที่ 1 ออกจากโรงงานโดยมิได้บันทึกบัตรลงเวลาเลิกงานจึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ที่ 1 ยังไม่ได้รับผลประโยชน์ใดไม่ได้กระทำโดยมีเจตนาทุจริตต่อหน้าที่และเป็นความผิดเพียงเล็กน้อยมิใช่การฝ่าฝืนในกรณีร้ายแรง

จำเลยที่ 1 ควรลงโทษด้วยการตักเตือนก่อนเมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ที่ 2 จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่อาจรับโจทก์ที่ 1 ที่ 2 กลับเข้าทำงาน จึงเห็นสมควรให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 28,000 บาท ให้โจทก์ที่ 2จำนวน 28,680 บาท โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ทำงานกับจำเลยที่ 1 ติดต่อกันครบ3 ปี มีสิทธิได้ค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 180 วัน สำหรับโจทก์ที่ 1จำนวน 50,280 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 43,020 บาท จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ที่ 2 โดยไม่ได้กระทำผิด และไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้จำนวน 28 วัน เป็นเงิน 6,692 บาท แก่โจทก์ที่ 2ส่วนโจทก์ที่ 1 ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 ในกรณีไม่ร้ายแรง

จำเลยที่ 1 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ที่ 2โดยไม่ได้กระทำผิดและเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ซึ่งฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีไม่ร้ายแรง ทำให้พ้นจากการเป็นสมาชิกของกองทุนจำเลยที่ 2 แต่มิใช่เนื่องจากการประพฤติอย่างร้ายแรงต่อระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ตามฟ้อง พิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 6,692 บาท จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ที่ 1จำนวน 50,280 บาท

โจทก์ที่ 2 จำนวน 43,020 บาท จ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 1จำนวน 28,000 บาท ให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 28,680 บาท ให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 49,642.80 บาทให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 31,643.15 บาท คำขออื่นของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ให้ยกจำเลยทั้งสองทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ประการแรกว่าศาลแรงงานกลางมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทเรื่องจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ที่ 1ที่ 2 เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและเสียหายเพียงใด แต่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ที่ 2 เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเห็นว่า

การกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบในคดีแรงงานไม่จำต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเนื่องจากพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะได้บัญญัติไว้แล้วในมาตรา 39 วรรคหนึ่งและการกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดในคดีแรงงานนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังนั้นเป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลแรงงานโดยเฉพาะคดีนี้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ที่ 2 โดยไม่ได้กระทำความผิด เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม มีคำขอท้ายฟ้องให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1ที่ 2 จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ที่ 2 เนื่องจากโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ทุจริตต่อหน้าที่ที่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 ในกรณีร้ายแรง

มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ศาลแรงงานกลางได้กำหนดให้คู่ความนำพยานเข้าสืบตามคำฟ้องและคำให้การ หากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาคดีศาลแรงงานกลางเห็นว่ากรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างนั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง และเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจพิพากษาว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งกำหนดค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้แก่ลูกจ้างได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ดังนั้น แม้ศาลแรงงานกลางจะมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ที่ 2 เป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมหรือไม่ และเสียหายเพียงใด แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องตั้งประเด็นไว้แล้วว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ที่ 2 โดยไม่ได้กระทำผิด เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม กับขอให้ใช้ค่าเสียหาย และศาลแรงงานกลางพิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาคดีแล้วเห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ที่ 2 นั้นไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ที่ 1 ที่ 2 แล้วก็ย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ซึ่งเป็นการพิจารณาพิพากษาคดีที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ประการที่สองว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 1 รู้ระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 1 ว่าต้องบันทึกบัตรลงเวลาทำงานขณะเข้าและออกจากโรงงานทุกครั้ง แต่เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน2541 โจทก์ที่ 1 ออกจากโรงงานโดยมิได้บันทึกบัตรลงเวลาเลิกงาน เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 ในกรณีไม่ร้ายแรงจำเลยที่ 1 ย่อมมีเหตุแห่งการเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1กลั่นแกล้งโจทก์ที่ 1 จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน มาตรา 49 จำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 1 นั้น

เห็นว่าแม้โจทก์ที่ 1 จะฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 แต่เป็นความผิดเพียงเล็กน้อยยังไม่สมควรลงโทษเลิกจ้าง แต่จำเลยที่ 1 กลับลงโทษเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ประการที่สามว่า การที่โจทก์ที่ 1 ไม่ได้บันทึกบัตรลงเวลาเลิกงานเป็นการประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าจะได้รับประโยชน์ในเงินค่าจ้างหรือเงินพิเศษต่าง ๆ ตลอดจนได้รับประโยชน์ในการพิจารณาความดีความชอบจากจำเลยที่ 1 เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยที่ 1มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้บันทึกบัตรลงเวลาทำงานโดยยังไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ จากจำเลยที่ 1

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยที่ 1อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ที่ 1 ไม่บันทึกบัตรลงเวลาทำงานเป็นการประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลว่าจะได้รับประโยชน์ในค่าจ้างหรือเงินพิเศษต่าง ๆและได้รับการพิจารณาความดีความชอบจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงให้ปรากฏในสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 จะได้รับค่าจ้างและเงินพิเศษต่าง ๆ อะไร จำนวนเท่าใด และจำเลยที่ 1 จะพิจารณาให้ความดีความชอบอะไรแก่โจทก์ที่ 1 ทั้งศาลแรงงานกลางก็มิได้ฟังข้อเท็จจริงดังที่จำเลยที่ 1อุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เพื่อโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยคดีของศาลแรงงานกลางเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายถือว่าเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า การกระทำของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ เข้าข่ายระเบียบของจำเลยที่ 2 ที่ว่าสมาชิกของกองทุนพ้นสภาพด้วยเหตุถูกไล่ออกหรือเลิกจ้างเนื่องจากประพฤติผิดขัดต่อระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน สมาชิกไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบคงมีสิทธิได้รับเงินสะสมและผลประโยชน์จากเงินสะสมในส่วนของตน จำเลยที่ 2 ไม่ต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบตามฟ้องให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 นั้น เห็นว่า ระเบียบของจำเลยที่ 2 กำหนดว่าหากสมาชิกกองทุนพ้นจากสมาชิกด้วยเหตุผลถูกไล่ออกหรือถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างเนื่องจากประพฤติผิดอย่างร้ายแรงขัดต่อระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 สมาชิกไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบคดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ที่ 2 ไม่ได้กระทำผิด

ส่วนโจทก์ที่ 1ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่ แต่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1ในกรณีไม่ร้ายแรงดังนี้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 จึงมีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบตามฟ้องจากจำเลยที่ 2พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · สละ เทศรำพรรณ · หัสดี ไกรทองสุก
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 310/2541

ใบสมัครงานของโจทก์ระบุชัดว่า โจทก์จะทำงานกับจำเลยอย่างน้อย 1 ปี และถ้าจะลาออกจะแจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน ถ้าผิดสัญญาและ/หรือถูกจำเลยให้ออก ไล่ออกด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม โจทก์จะไม่รับเงินค้…

Supreme Court Judgment No. 1776/2543

การกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบในคดีแรงงานไม่จำต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติ ป.วิ.พ. เนื่องจาก พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะได้บัญญัติไว้แล้วในมาตรา…

Supreme Court Judgment No. 5880/2540

จำเลยที่ 10 และที่ 11 มิได้เป็นนายจ้างของโจทก์มิได้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 10 และที่ 11 ให้รับผิดในส่วนนี้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง ตาม พ.ร.ฎ.ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การเห…

Supreme Court Judgment No. 2260/2537

นอกจากจำเลยจะอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่าโจทก์กระทำผิดวินัยโดยกระทำประมาทเลินเล่อจงใจให้นายจ้างได้รับความเสียหาย จำเลยยังให้การว่าโจทก์ไม่มีความสามารถหรือประสบการณ์เพียงพอที่จะบริหารงาน ซึ่งศาลได้กำหนดประ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2545 (ref. 46128)

มูลคดีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองนั้นเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up