Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 3503/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียนชม.01850 และอ้างว่าได้ขายให้ ส. บุตรเขยจำเลยที่ 1 แต่ไม่มีหลักฐานการซื้อขาย คงฟังว่าเป็นของจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุรถยนต์โดยสารคันดังกล่าวชนกับรถเก๋งคันหมายเลขทะเบียน ก.3339สงขลา ของโจทก์สำนวนที่ 5 ในรถยนต์โดยสารมีประกาศคำเตือนของบริษัทจำเลยที่ 3 ที่ให้ผู้โดยสารซึ่งไม่ได้เสียค่าระวางสิ่งที่นำมาต้องระวังรักษาของนั้นเองโดยทางบริษัทจะไม่รับผิดชอบถ้า สูญหาย นอกจากนี้มีเศษตั๋ว โดยสารซึ่งเป็นตั๋ว ของบริษัทจำเลยที่ 3 ตก ในรถโดยสารดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าบริษัทจำเลยที่ 3 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำรถเข้าวิ่งร่วมในเส้นทางของบริษัทจำเลยที่ 3 แม้ยังไม่มีหลักฐานแสดงการเข้าร่วมก็ตาม จึงถือได้ว่าคนขับรถยนต์โดยสารคันดังกล่าวกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นนายจ้างต้องร่วมกันรับผิดชอบในผลแห่งละเมิดที่เกิดขึ้น คดีสำนวนแรกเป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินสองหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 คดีสำนวนที่สาม เป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินห้าหมื่นบาทศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248.

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งห้าสำนวนฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียน ชม. 01850 เข้าวิ่งร่วมกับบริษัทจำเลยที่ 3 โดยได้รับค่าตอบแทนเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2524 เวลา10.30 น. คนขับรถยนต์โดยสารของจำเลยได้ขับรถยนต์โดยสารของจำเลยที่ 1 ที่ 2 คันหมายเลขทะเบียน ชม. 01850 ชนกับรถยนต์เก๋งคันหมายเลขทะเบียน ก. 3339 สงขลา ของนายยืนยง หอพัฒนาวุฒิวงศ์ โจทก์ สำนวนที่ 5 โดยประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้รถยนต์เก๋งพังเสียหายและผู้ที่นั่งมาในรถยนต์เก๋งคันดังกล่าวคือ นายเจียร ชูเรืองสุขถึงแก่ความตายทันที นางอัมพร สมชีพ โจทก์สำนวนแรก และนางสาวปรีดาหุ้ยส่อง โจทก์สำนวนที่สาม ได้รับบาดเจ็บสาหัส นางอัมพร ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 18,975 บาท

นางสาวปรีดา ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 39,500 บาท การที่นายเจียรถึงแก่ความตายทำให้นางเชือนชูเรืองสุข โจทก์สำนวนที่สอง ขาดไร้อุปการะคิดเป็นเงิน 84,000 บาทค่าใช้จ่ายในการจัดการศพนายเจียรเป็นเงิน 35,000 บาทค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูสำหรับเด็กชายวรศักดิ์ ชูเรืองสุขเด็กชายประจักษ์ ชูเรืองสุข บุตรนายเจียรรวมคิดเป็นเงิน 305,000 บาทรถยนต์เก็งของนายยืนยง โจทก์สำนวนที่ 5 เสียหายคิดเป็นเงิน 687,042บาท ขอให้พิพากษาบังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 18,975 บาท แก่นางอัมพร ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน84,000 บาท แก่นางเชือน ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 39,500 บาทแก่นางสาวปรีดา ชดใช้ค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 305,000 บาท แก่นางดวงเด็กชายวรศักดิ์ และเด็กชายประจักษ์ และชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน687,042 บาท แก่นายยืนยงโจทก์พร้อมดอกเบี้ยจำเลยทั้งสามทุกสำนวนให้การว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้อง

จำเลยทั้งสามไม่ใช่เจ้าของรถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียนชม. 01850 คนขับไม่ใช่ลูกจ้างกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยทั้งสามโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 8,475บาท แก่โจทก์ที่ 1 ชำระเงิน 84,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ชำระเงิน16,520 บาท แก่โจทก์ที่ 3 ชำระเงิน 297,770 บาท แก่โจทก์ที่ 4ทั้งสามคน และชำระเงิน 88,000 บาท แก่โจทก์ที่ 5 พร้อมดอกเบี้ยให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2จำเลยที่ 1 ที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ที่ 3 ทุกสำนวนฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีตามสำนวนคดีแรกเป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินสองหมื่นบาทต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ที่จำเลยที่ 1 ที่ 3อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียน

ชม. 01850 และโจทก์นำสืบไม่สมตามคำฟ้องว่า คนขับรถคันดังกล่าวเป็นลูกจ้างกระทำไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 3 เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงให้จึงเป็นการมิชอบ จำเลยที่ 1 ที่ 3 ไม่อาจจะฎีกาได้อีกศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และคดีตามสำนวนคดีที่ 3 เป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินห้าหมื่นบาท

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นคดีต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 จำเลยที่ 1 ที่ 3ฎีกายกเหตุผลทำนองเดียวกับที่กล่าวในอุทธรณ์ข้างต้นอีก เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ในสำนวนอื่นนอกจากสำนวนคดีแรกและสำนวนคดีที่ 3 ว่าการที่คนขับรถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียน ชม. 01850 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์เก๋งคันหมายเลขทะเบียน ก. 3339 สงขลา จำเลยที่ 1ที่ 3 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียนชม. 01850 ซึ่งนำไปวิ่งร่วมกับบริษัทจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 ที่ 3นำสืบว่า

เดิมรถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียน ชม. 01850 เป็นของจำเลยที่ 1 ต่อมาก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ได้ขายรถยนต์คันนี้ให้นายสุรเชษฐ บุตรเขยไป นายสุรเชษฐเคยให้จำเลยที่ 1 ไปติดต่อกับบริษัทจำเลยที่ 3 เพื่อนำรถเข้าไปวิ่งร่วมกับบริษัทจำเลยที่ 3แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้นำรถเข้าไปวิ่งร่วมได้ เนื่องจากต้องโอนทะเบียนบ้านรถของจังหวัดเชียงราย และพ่นตราบริษัทจำเลยที่ 3 ที่ข้างรถเสียก่อนพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 นำสืบแล้วพยานโจทก์คือร้อยตำรวจเอกบังคม ศีติสาร ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนคดีที่รถยนต์ทั้งสองคันชนกัน เบิกความว่า จากการสืบสวนทราบว่ารถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียน ชม. 01850 เป็นของจำเลยที่ 1จึงได้สอบถามไปยังบริษัทจำเลยที่ 3 ซึ่งก็ได้ความว่ารถยนต์ดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 มาขอเข้าร่วมกับบริษัทจำเลยที่ 3 แต่ยังไม่ได้นำหลักฐานมาเข้าร่วม

จากการสอบสวน จำเลยที่ 1 ให้การว่า เดิมรถยนต์คันนี้เป็นของจำเลยที่ 1 ต่อมาได้ขายให้นายสุรเชษฐ์ บุตรเขยไปซึ่งจำเลยที่ 1 ที่ 3 นำสืบรับในข้อเหล่านี้ รูปคดีมีเหตุผลน่าเชื่อว่า รถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียน ชม. 01850 เป็นของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ว่า ได้ขายให้นายสุรเชษฐ บุตรเขยไปนั้นเห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานการซื้อขาย ส่วนการที่จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ไปเข้าร่วมวิ่งกับบริษัทจำเลยที่ 3 นั้นได้ความ่ว่ารถยนต์โดยสารคันดังกล่าวได้เข้าไปวิ่งในเส้นทางเดินรถของจำเลยที่ 3 จนเกิดเหตุคดีนี้ขึ้น ทั้งภายในรถยนต์โดยสารก็มีประกาศคำเตือนของบริษัทจำเลยที่ 3 ที่ให้ผู้โดยสารซึ่งไม่ได้เสียค่าระวางสิ่งที่นำมาต้องระวังรักษาของนั้นเอง โดยทางบริษัทจะไม่รับผิดชอบถ้าสูญหาย และได้ความจากนายพลวัน

เดชประมวลพล พยานโจทก์ซึ่งเป็นทนายความของโจทก์และร้อยตำรวจโทโกวิท โรจน์แสงรัตน์พยานโจทก์ ซึ่งเป็นรองสารวัตรสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงรายว่า หลังเกิดเหตุแล้วนายพลวันได้ไปขอตรวจค้นรถยนต์โดยสารคันนี้ ซึ่งถูกยึดไว้เป็นของกลาง จากการตรวจค้นพบเศษตั๋วโดยสาร ซึ่งเป็นตั๋วของบริษัทจำเลยที่ 3 ในรถ แสดงให้เห็นว่ามีการตกลงยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำรถเข้าไปวิ่งร่วมในเส้นทางของจำเลยที่ 3 แล้ว จึงถือได้ว่าคนขับรถยนต์โดยสารคันดังกล่าวเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ที่ 3 เมื่อลูกจ้างดังกล่าวทำละเมิดในทางการที่จ้าง จำเลยที่ 1 ที่ 3 ซึ่งเป็นนายจ้างต้องร่วมกันรับผิดชอบด้วยที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 รับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์

สำนวนที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะที่เกี่ยวกับสำนวนคดีแรกให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกฎีกาของจำเลยที่ 1ที่ 3 สำหรับสำนวนคดีแรกและสำนวนคดีที่ 3 เสีย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดสำหรับคดีสองสำนวนดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ที่ 3สำนวนคดีที่ 2 ที่ 4 และที่ 5

Result

พิพากษายืน.

Matter details

Panel of judges
ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์ · จำนง นิยมวิภาต
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 7549/2538

โจทก์กล่าวในฟ้องถึงการกระทำของจำเลยแยกจากกันเป็นสองกรณี คือ จำเลยเป็นตัวการจ้างวานบุคคลอื่น ทำการขุดร่องน้ำในที่ดินบริเวณรัศมีคลองชลประทานสัมปทวน ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังของบุคคลซึ่งจำเลยว่…

Supreme Court Judgment, B.E. 2549 (ref. 268919)

การที่จำเลยร่วมอุทธรณ์ว่า ผู้ตายเป็นผู้ขับรถโดยประมาทเลินเล่อแต่เพียงผู้เดียว เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นที่ฟังว่า ย. ลูกจ้างจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย อุทธร…

Supreme Court Judgment No. 63/2538

โจทก์ทั้งสองแต่งงานอยู่กินเป็นสามีภรรยากันตั้งแต่ปี2476ก่อนประกาศใช้บทบัญญัติบรรพ5แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์พ.ศ.2477แม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันก็เป็นสามีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายโจทก์ทั้งสองจึงเป็นบิดาม…

Supreme Court Judgment No. 6846/2537

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์100,000 บาท จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้อง เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแ…

Supreme Court Judgment No. 1927/2533

ความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกเป็นความผิดต่อ รัฐ การฟ้องคดีของอัยการศาลทหารกรุงเทพ มิอาจถือ ได้ ว่าเป็นการฟ้องคดีอาญาแทนโจทก์ โจทก์จึงมิใช่คู่ความเดียว กับโจทก์ในคดีอาญาของศาลทหารกรุงเทพ ดังนั้นผลของคำพ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up