Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 3740/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทให้แก่บริษัท บ. ซึ่งมี ฮ.เป็นกรรมการผู้จัดการ เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินบริษัท บ. โดย ฮ.ได้มอบอำนาจให้พ. ไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดเกี่ยวกับพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ เช่นนี้บริษัท บ.จึงเป็นผู้เสียหาย ซึ่งได้มอบอำนาจให้ร้องทุกข์โดยชอบแล้วแม้ตามฟ้องโจทก์จะบรรยายฟ้องว่า ฮ. เป็นผู้เสียหายก็เป็นเพียงข้อผิดพลาดเล็กน้อย และข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่ สาระสำคัญ ทั้งจำเลยที่ 1 ก็มิได้หลงต่อสู้ หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดจริง ก็ชอบที่ศาลจะลงโทษจำเลยที่ 1 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสองโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เมื่อ ข. ไม่สามารถนำเพชรที่รับไปจากผู้เสียหายเพื่อนำไปขายมาคืนให้ผู้เสียหายได้ จำเลยที่ 3 จึงได้ทำบันทึก ข้อตกลงชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายโดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 3 ได้นำเช็คพิพาทสั่งจ่ายเงิน 60,000 บาทพร้อมเงินสดอีก 46,000 บาท มาแลกเช็คฉบับแรกของจำเลยที่ 3 จากผู้เสียหายการที่ ข. เป็นหนี้ค่าเพชรแก่ผู้เสียหายแล้วจำเลยทั้งสามเข้ามารับผิดชำระหนี้แทนแก่ผู้เสียหาย ก็มุ่งประสงค์มิให้ ข. ต้องถูกดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ฯดังนั้น ข้อตกลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3กับผู้เสียหาย จึงเป็นการตกลงทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ เช็คพิพาทที่จำเลยที่ 1 ออกและมอบให้แก่ผู้เสียหายจึงเป็นเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อธนาคารตามเช็คที่จำเลยที่ 1 ออกให้ผู้เสียหายดังกล่าวปฏิเสธ การจ่ายเงิน จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามฟ้อง

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 349 ป.พ.พ. Section 350 ป.วิ.อ. Section 192 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 Section 4

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ให้เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับสำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และ ที่ 2 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4สำนวนที่สองโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือนปรับจำเลยที่ 2 กระทงละ 20,000 บาท

รวม 3 กระทง รวมปรับ 60,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 กระทงละ 1 เดือน รวม 3 กระทง รวมจำคุก 3 เดือนจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกนอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้จากพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยทั้งสามว่า เดิมบริษัทภัทรกมล จำกัดโดยนางสาวขวัญกมล กิจเยาว์สงค์ กรรมการผู้มีอำนาจได้นำเพชรจากบริษัทเบนเฮอไดมอนด์ จำกัด ผู้เสียหายไปขายโดยมีข้อตกลงว่าหากเพชรที่นำไปขายให้แก่ลูกค้าขายไม่ได้นางสาวขวัญกมลจะต้องคืนเพชรแก่ผู้เสียหาย ปรากฏว่าหลังจากนางสาวขวัญกมลนำเพชรไปขายให้แก่ลูกค้าแล้วไม่สามารถนำเพชรคืนแก่ผู้เสียหายได้

คิดเป็นเงินประมาณ 1,000,000 บาท ผู้เสียหายจึงนำเช็คที่นางสาวขวัญกมลเป็นผู้สั่งจ่ายไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2537 จำเลยที่ 3 ได้ตกลงกับผู้เสียหายโดยออกเช็คชำระค่าเพชรที่นางสาวขวัญกมลเป็นหนี้แทนนางสาวขวัญกมลให้แก่ผู้เสียหายตามเอกสารหมาย ล.16 ครั้นวันที่ 6 มกราคม 2538 จำเลยที่ 3 ได้นำเพชรบางส่วนมาคืนผู้เสียหาย เมื่อหักชำระค่าเพชรแล้วยังมีหนี้ที่ค้างชำระอยู่อีก 286,460 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงออกเช็คเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.10 ให้แก่ผู้เสียหาย และจำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คเอกสารหมาย จ.11 และมอบเงินสดอีก 46,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย

ปรากฏตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 เมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนดผู้เสียหายได้นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ ในข้อนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1ออกเช็คตามเอกสารหมาย จ.11 ให้แก่บริษัทเบนเฮอไดมอนด์ จำกัดซึ่งมีนายฮาเรซ กุมาร ปาเต็ล เป็นกรรมการผู้จัดการ เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คหมาย จ.11 บริษัทเบนเฮอไดมอนด์ จำกัดโดยนายฮาเรซ กุมาร ปาเต็ล ได้มอบอำนาจให้นางสาวพันธินีย์ จำเนียรไวย ไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดเกี่ยวกับพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คจากข้อเท็จจริงดังกล่าวฟังได้ว่า

บริษัทเบนเฮอไดมอนด์ จำกัด เป็นผู้เสียหายซึ่งได้มอบอำนาจให้ร้องทุกข์โดยชอบแล้ว แม้ตามฟ้องโจทก์จะบรรยายฟ้องว่านายฮาเรซ กุมาร ปาเต็ล เป็นผู้เสียหาย ก็เป็นเพียงข้อผิดพลาดเล็กน้อย และข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่สาระสำคัญทั้งจำเลยที่ 1 ก็มิได้หลงต่อสู้ หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดจริง ก็ชอบที่ศาลจะลงโทษจำเลยที่ 1 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ปัญหาข้อนี้ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวโดยไม่จำต้องย้อนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ในข้อนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า

เมื่อนางสาวขวัญกมลไม่สามารถนำเพชรที่รับไปจากผู้เสียหายเพื่อนำไปขายมาคืนให้ผู้เสียหายได้ จำเลยที่ 3 จึงได้ทำบันทึกข้อตกลงชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายโดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 3 ได้นำเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาคลองเตย ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2538สั่งจ่ายเงิน 60,000 บาท พร้อมเงินสดอีก 46,000 บาท มาแลกเช็คธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) สาขาคลองเตย ฉบับแรกของจำเลยที่ 3จากผู้เสียหาย ตามบันทึกเอกสารหมาย จ.7 และเช็คเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.11 การที่นางสาวขวัญกมลเป็นหนี้ค่าเพชรแก่ผู้เสียหาย แล้วจำเลยทั้งสามเข้ามารับผิดชำระหนี้แทนแก่ผู้เสียหายก็มุ่งประสงค์มิให้นางสาวขวัญกมลต้องถูกดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค

ดังนั้น ข้อตกลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กับผู้เสียหายจึงเป็นการตกลงทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ เช็คที่จำเลยที่ 1 ออกและมอบให้แก่ผู้เสียหายจึงเป็นเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายหาเป็นการออกเช็คเพื่อค้ำประกันการชำระหนี้ดังที่จำเลยที่ 1อุทธรณ์ไม่ เมื่อธนาคารตามเช็คที่จำเลยที่ 1 ออกให้ผู้เสียหายดังกล่าวปฏิเสธการจ่ายเงินจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามฟ้องพิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

Matter details

Panel of judges
สันติ ทักราล · ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ · เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 8089/2560

จำเลยที่ 3 ได้ทำหนังสือค้ำประกันให้ไว้แก่โจทก์ความว่า ตามที่จำเลยที่ 1 รับจ้างปรับปรุงตกแต่งอาคารสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และได้ตกลงสั่งซื้อสินค้าและว่าจ้างโจทก์ติดต…

Supreme Court Judgment No. 13073/2558

เมื่อจำเลยทั้งสองขอโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่บุคคลอื่น โจทก์ยอมรับคำขอของจำเลยทั้งสอง โดยเรียกค่าธรรมเนียมในการเปลี่ยนผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันจากจำเลยทั้งสอง พร้อมทั้งให้ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประก…

Supreme Court Judgment No. 2460/2555

แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้บางส่วนอันเนื่องจากลูกค้าของโจทก์ได้ชำระค่าเสื้อผ้าสำเร็จรูปแก่โจทก์และจำเลยรับไว้แทน แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี…

Supreme Court Judgment No. 3597/2555

แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คสั่งจ่ายเงินเพื่อมอบให้แก่ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้เงินกู้อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบโจทก์ปรากฏว่า เช็คพิ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2553 (ref. 508242)

จำเลยจะลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทในฐานะส่วนตัวหรือกระทำการแทนบริษัทจำเลยก็ต้องมีความรับผิดทางอาญาเช่นเดียวกัน เนื่องจากการดำเนินกิจการของบริษัทย่อมแสดงออกโดยทางผู้แทนทั้งหลายของบริษัท เมื่อจำเลยเป็…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up