Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 3782/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ถ. ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่โจทก์ไว้ต่อโจทก์ด้วย แม้หนี้งวดแรกตามบันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้แก่โจทก์ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2544 ยังไม่ถึงกำหนดชำระก็ตาม ถ. ก็มีความความผูกพันในฐานะผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินที่จะต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ผิดนัด และถึงแม้จำเลยที่ 1 จะผิดนัดหลังจาก ถ. ถึงแก่กรรมแล้ว การรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินก็ยังไม่ระงับสิ้นไปเพราะเหตุผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินถึงแก่กรรม ความรับผิดในฐานะผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของ ถ. ดังนั้น จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะทายาทโดยธรรมของ ถ. จึงต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ได้รับจากกองมรดกของ ถ. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1601

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 45,713,989.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 41,257,534.25 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ 41,257,534.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี จากต้นเงิน 40,000,000 บาท นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันที่ 16 พฤษภาคม 2544 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างอยู่ในระยะเวลาอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายถนอมร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 41,257,534.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี จากต้นเงิน 40,000,000 บาท นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันที่ 16 พฤษภาคม 2544 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายถนอมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เดิมบริษัทโมเดอร์นโฮม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เป็นลูกหนี้บริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์รวม 15 แห่ง สถาบันการเงินดังกล่าวถูกระงับการดำเนินการ องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ ปรส. นำสินทรัพย์ต่าง ๆ รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่มีต่อบริษัทโมเดอร์นโฮม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ออกขายเพื่อชำระบัญชี โจทก์เป็นผู้ซื้อได้ ต่อมาวันที่ 23 สิงหาคม 2543 บริษัทโมเดอร์นโฮม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ทำความตกลงเกี่ยวกับการชำระหนี้แก่โจทก์โดยยอมรับว่าคงค้างชำระหนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2541 เป็นเงิน 1,274,203,265.77 บาท

ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,018,456,916.98 บาท นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยตกลงโอนทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันเดิมบางส่วนให้โจทก์หักหนี้ตามราคาที่กำหนด โดยมีนายถนอมเป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ หลังจากนั้นบริษัทโมเดอร์นโฮม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2543 ให้บริษัทดังกล่าวฟื้นฟูกิจการ ต่อมาเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ประสงค์จะรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับบริษัทโมเดอร์นโฮม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) โดยรับภาระที่จะดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินตีใช้หนี้ยอดเงินจำนวน 165,846,640 บาท โดยจำเลยที่ 1 จะดำเนินการให้บริษัทดังกล่าวชำระหนี้เป็นเงินสดแก่โจทก์จำนวน 60,000,000 บาท และโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินอีกส่วนหนึ่งตีใช้หนี้

จำเลยที่ 1 ตกลงชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 40,000,000 บาท แบ่งชำระ 7 งวด งวดละ 1 ปี เริ่มงวดแรกในปีที่สี่นับแต่วันที่ทำบันทึกข้อตกลงกำหนดชำระให้เสร็จภายใน 120 เดือน นับแต่วันทำบันทึกข้อตกลง จำเลยที่ 1 ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี จากต้นเงิน 40,000,000 บาท นับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยชำระเป็นงวดราย 6 เดือน เริ่มงวดแรกวันที่ 16 ของเดือนที่หกนับแต่เดือนที่ทำบันทึกข้อตกลง งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 30 ของเดือน หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด หนี้ทั้งหมดถึงกำหนดชำระทันที เพื่อเป็นหลักฐานการชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ตกลงออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์รวม 8 ฉบับ โดยมีนายถนอมลงลายมือชื่อรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 8 ฉบับ และลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงในฐานะผู้ค้ำประกัน วันที่ 27 กันยายน 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการและตั้งบริษัทโมเดอร์นโฮม

แฟลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้บริหารแผน นายถนอมถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2544 ต่อมาเมื่อถึงกำหนดที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระดอกเบี้ยงวดแรกวันที่ 16 พฤษภาคม 2544 จำนวน 1,257,534.25 บาท จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระ จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นทายาทโดยธรรมของนายถนอม โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ชำระหนี้แล้ว คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่สุด คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้นอกจากนายถนอมทำสัญญาค้ำประกันบริษัทโมเดอร์นโฮม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนี้โจทก์ 1,274,203,265.77 บาท

พร้อมด้วยดอกเบี้ยไว้ต่อโจทก์แล้ว นายถนอมยังทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่โจทก์ไว้ต่อโจทก์ด้วย แม้หนี้งวดแรกตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้แก่โจทก์ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2544 ยังไม่ถึงกำหนดชำระก็ตาม นายถนอมก็มีความผูกพันในฐานะผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินที่จะต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ผิดนัด และถึงแม้จำเลยที่ 1 จะผิดนัดหลังจากนายถนอมถึงแก่กรรมแล้ว การรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินก็ยังไม่ระงับสิ้นไปเพราะเหตุผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินถึงแก่กรรม ความรับผิดในฐานะผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของนายถนอม

ดังนั้น จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายถนอมจึงต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ได้รับจากกองมรดกของนายถนอม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 ซึ่งศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ได้รับจากกองมรดกของนายถนอม ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และ 6 ฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ทั้งนี้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ได้รับจากกองมรดกของนายถนอม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
ประยูร ณ ระนอง · ชาติชาย อัครวิบูลย์ · อดิศักดิ์ ปัตรวลี
Lower court
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายศิริภูม เด่นวุฒิวรกาญจน์
ศาลอุทธรณ์ - นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
Supreme Court black case no.
พ.225/2553
Trial court black case no.
พ9208/2544
Trial court red case no.
พ11423/2546
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3176/2538

คดีเดิมโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินในฐานะที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินและจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับอาวัล ศาลพิพากษายกฟ้องเพราะคดีขาดอายุความ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเล…

Supreme Court Judgment No. 5328/2537

ตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 สัญญาจะใช้เงินจำนวน 8,000,000 บาท แก่โจทก์เมื่อทวงถาม จึงเห็นได้ว่าวันถึงกำหนดใช้เงินของตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทหมายถึงวันที่โจทก์ทวงถามให้ใช้เงินตามคว…

Supreme Court Judgment No. 1225/2537

จำเลยที่ 1 ได้นำตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกตั๋วมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับอาวัลมาขายให้แก่โจทก์ ตามหนังสือรับรองการขายตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ปรากฏข้อความว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ใช้เงินแก่โจทก์ จำเลย…

Supreme Court Judgment No. 3340/2536

ผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินย่อมมีความผูกพันเป็นอย่างเดียวกับลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้ออกตั๋ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 940 วรรคแรก การฟ้องให้ผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินรับผิดจึงต้องฟ้องภายใน 3 ปี นั…

Supreme Court Judgment No. 815/2533

โจทก์ได้เข้าอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินที่บริษัท ว. ออกให้แก่บริษัท ท. โดยจำเลยในฐานะผู้จัดการของบริษัท ว. ได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันไว้ต่อโจทก์ว่า หากโจทก์ได้ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแล้ว จำเลยยอมชดใช้เง…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up