Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2500 (ref. 38048)

พ.ศ. 2500 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานเป็นตัวการฉ้อโกงเรื่องแกล้งแสดงตนว่าเป็นคนใช้วิทยาคมได้ ตามกฎหมายลักษณะอาญา ม.304,306(2) และจำเลยที่ 2 มี ความผิดฐานเป็นผู้ช่วยเหลืออุปการะในการกระทำผิดดังกล่าวผิดตาม กฎหมายลักษณะอาญา ม.304,306,65 อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะกระทำความผิดบัดนี้ประมวลกฎหมายอาญาได้เปลี่ยนแปลงความผิดฐานฉ้อโกงไปในทางที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดโดยการใช้อุบายพิเศษเรื่องแกล้งแสดงตนว่าเป็นคนใช้วิทยาคมได้นั้นเป็นอันยกเลิกไปเสียแล้วและที่โจทก์กล่าวฟ้องในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เป็นกรณีพิเศษตามประมวลกฎหมายอาญา ม.342 ฉะนั้นการกระทำผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงธรรมดาตามประมวลกฎหมายอาญา ม.341 ตรงกับกฎหมายลักษณะอาญา ม.304 เท่านั้นอันมีอัตราโทษจำคุกเพียงไม่เกิน 3 ปี เบากว่าอัตราโทษตาม กฎหมายลักษณะอาญา ม.306(2) มาก แม้เรื่องนี้เฉพาะโจทก์ร่วมฝ่ายเดียวฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ให้หนักขึ้น แต่ความผิดฐานฉ้อโกงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็นคุณแก่ผู้ทำผิดดังกล่าวแล้วซึ่งประมวลกฎหมายอาญา ม.3 บัญญัติให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้ทำผิดและเป็นเหตุในลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายอาญา ม.89 จึงมีผลเกี่ยวพันไปถึงตัวจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่มิได้ฎีกาขึ้นมานั้นด้วยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นตัวการจึงผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.341,83 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดรายนี้ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญาม.341 ประกอบด้วย ม.86

Provisions the court ruled on

กฎหมายลักษณะอาญา Section 304 กฎหมายลักษณะอาญา Section 306 กฎหมายลักษณะอาญา Section 65 ป.อ. Section 341 ป.อ. Section 342 ป.อ. Section 83 ป.อ. Section 89 ป.อ. Section 3

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องเป็นทำนองเดียวกันทั้ง 2 สำนวน ใจความว่า จำเลยสมคบกันใช้อุบายหลอกลวงนำความที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จมาบอกแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์รวมทั้ง 4 คนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้มีวิทยาคุณทางไสยศาสตร์สามารถรักษาโรคได้นานาชนิด และในการรักษานี้ต้องนำเงินและเครื่องอัญญมณีมาเข้าพิธีบูชา "ท่านแม่ให้ได้ตามกำหนดเวลาแล้วจึงจะคืนให้ ผู้เสียหายทั้ง 4 นั้นหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงได้ส่งทรัพย์สิ่งของต่าง ๆ รวมราคา 61,999 บาท ให้แก่จำเลย ความจริงจำเลยหาได้มีวิทยาคุณในทางรักษาโรคอย่างใดไม่และทั้งเมื่อครบกำหนดเวลาแล้ว จำเลยก็ไม่คืนทรัพย์ดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหาย ทั้งนี้โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 แสดงตนเป็นคนใช้วิทยาคุณสามารถในการปลุกเสกรักษาโรคได้

จำเลยที่ 2 ให้อุปการะแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยจำเลยมีเจตนาทุจริตคิดหลอกลวงเพื่อที่จะเอาทรัพย์ดังกล่าวแล้วจำเลยปฏิเสธ และตัดฟ้องว่า ฟ้องเคลือบคลุม กับร้องขอให้ศาลวินิจฉัย ปัญหาเรื่องฟ้องเคลือบคลุมเสียก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยและมีคำสั่งว่า ฟ้องไม่เคลือบคลุม เมื่อสืบพยานโจทก์หมดแล้ว จำเลยที่ 1 กลับรับสารภาพตามฟ้องทั้ง 2 สำนวน ศาลชั้นต้นแยกพิพากษาคดีเฉพาะตัวจำเลยที่ 1 ว่า เป็นผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 304, 306 ทั้ง 2 สำนวนให้รวมกระทงลงโทษตาม มาตรา 306 ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 5 ปี ลดให้ตามมาตรา 59เสีย 1 ปี คงเหลือ 4 ปี ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ทั้ง 2 สำนวน 61,999 บาท แก่ผู้เสียหาย และพิจารณาคดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไป แล้ววินิจฉัยว่า

จำเลยที่ 3 ได้สมคบกับจำเลยที่ 1 ในการทำผิดรายนี้ด้วย แต่ประกอบกรรมน้อยกว่าจำเลยที่ 1 จึงพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 จำคุก 3 ปี ตามบทกฎหมายข้างต้น และให้ร่วมรับผิดคืนหรือใช้ทรัพย์ 61,999 บาท แก่ผู้เสียหาย คดีเฉพาะตัวจำเลยที่ 2 ยังฟังไม่ได้ว่าได้สมคบหรือสมรู้ในการทำผิดรายนี้ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ของกลางคืนผู้เสียหายโจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ด้วยจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่าฟ้องเคลือบคลุม และจำเลยมิได้ทำผิด ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องตามศาลชั้นต้นว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมและจำเลยที่ 1 สมคบในการทำผิดรายนี้ด้วยจริง กับฟังว่าจำเลยที่ 2 ได้ช่วยเหลืออุปการะในการทำผิดของจำเลยที่ 1 ตลอดมา จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า

จำเลยที่ 2 ผิดกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 304 และ 306 ประกอบด้วย มาตรา 65 ให้รวมกระทงลงโทษจำคุก 1 ปี แต่ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 5 ปี และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยอื่นคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 61,999 บาทแก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ร่วมฝ่ายเดียวฎีกา ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ให้หนักขึ้นอีกศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ว่าสมควรจะลงโทษจำเลยที่ 2 ให้หนักขึ้นอีกหรือไม่ตามที่โจทก์ฎีกาขึ้นมานั้น ปรากฏว่าคดีเรื่องนี้จำเลยถูกหาในความผิดฐานฉ้อโกง โดยใช้อุบายพิเศษเรื่องแกล้งแสดงตนว่าเป็นคนใช้วิทยาคมได้ ตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 306(2) อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะกระทำความผิด แต่บัดนี้ประมวลกฎหมายอาญา

ได้เปลี่ยนแปลงความผิดฐานฉ้อโกงไปในทางที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดโดยการใช้อุบายพิเศษเรื่องแกล้งแสดงตนว่าเป็นคนใช้วิทยาคมได้นั้นเป็นอันยกเลิกไปเสียแล้ว และเรื่องที่โจทก์กล่าวฟ้องนี้ ไม่ใช่กรณีพิเศษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 ฉะนั้นการกระทำผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงธรรมดาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ตรงกับกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 304 เท่านั้นอันมีอัตราโทษจำคุกเพียงไม่เกิน 3 ปี เบากว่าอัตราโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 306(2) มาก และความผิดเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะการหลอกลวงของจำเลยที่ 1 เป็นส่วนใหญ่ จำเลยที่ 2 เป็นแต่เพียงผู้สนับสนุนอุปการะช่วยเหลือในบางตอนซึ่งเป็นส่วนน้อย และจำเลยที่ 2 เป็นหญิงมีบุตรเล็ก

ๆ ถึง 4 คนกำลังเล่าเรียนศึกษาอยู่จำเป็นต้องอุปการะเลี้ยงดู ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ที่วางโทษจำคุก 1 ปีและให้รอการลงโทษไว้ภายในกำหนด 5 ปีศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า ความผิดฐานฉ้อโกงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็นคุณแก่ผู้ทำผิดดังได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้ทำผิด และเป็นเหตุในลักษณะคดีตาม มาตรา 89 เกี่ยวพันไปถึงตัวจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่มิได้ฎีกาขึ้นมานั้นด้วยศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3ซึ่งเป็นตัวการ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 ทั้งสองสำนวน ให้รวมกระทงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี คำรับของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง

สมควรบรรเทาโทษตามมาตรา 78 ให้แก่จำเลย8 เดือน คงเหลือจำคุก 2 ปี 4 เดือนจำเลยที่ 3 ร่วมทำผิดด้วยเป็นส่วนน้อยให้จำคุก 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการทำผิดรายนี้ ผิดตามมาตรา 341, 86 ในเรื่องโทษของจำเลยที่ 2 ตลอดจนการรอการลงโทษและการใช้หรือคืนทรัพย์ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
ดุลยทรรศน์ปฏิภาณ · ประมูล สุวรรณศร · วิเทศจรรยารักษ์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2500 (ref. 79714)

จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานเป็นตัวการฉ้อโกงเรื่องแกล้งแสดงตนว่าเป็นคนใช้วิทยาคมได้ ตามก.ม.ลักษณะอาญา ม.304,306(2) และจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้ช่วยเหลืออุปการะในการกระทำผิดดังกล่าวผิดตาม ก.ม.…

Supreme Court Judgment No. 668/2502

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 306(4)กฎหมายลักษณะอาญาซึ่งเป็นความผิดฐานฉ้อโกง โดยใช้อุบายพิเศษ แต่ประมวลกฎหมายอาญา ได้ยกเลิกการใช้อุบายพิเศษในลักษณะเช่นนี้แล้ว ศาลจะลงโทษตาม มาตรา 306(4) ไม่ได้ และจ…

Supreme Court Judgment No. 2728/2557

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นตัวแทนของบริษัท ด. ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน 3 แปลง ทำสัญญานายหน้ากับโจทก์กับพวกเพื่อให้โจทก์กับพวกทำหน้าที่ชี้ช่องติดต่อหาผู้ซื้อที่ดินดังกล่าว ต่อมาโจทก์กับพวกติ…

Supreme Court Judgment No. 17705/2555

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และพวกอีกหลายคนที่ยังหลบหนีแบ่งหน้าที่กันทำโดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และ ท. หลอกลวงสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า เป็นผู้มีชื่อตา…

Supreme Court Judgment No. 1913/2546

ความผิดฐานซ่องโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 นั้น ผู้กระทำต้องสมคบกันเพื่อกระทำความผิด โดยร่วมคบคิดกันหรือแสดงออกซึ่งความตกลงจะทำความผิดร่วมกัน เช่น ประชุมหรือหารือวางแผนที่จะกระทำความผิด และตามมาตร…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up