Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2500 (ref. 79714)

พ.ศ. 2500 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานเป็นตัวการฉ้อโกงเรื่องแกล้งแสดงตนว่าเป็นคนใช้วิทยาคมได้ ตามก.ม.ลักษณะอาญา ม.304,306(2) และจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้ช่วยเหลืออุปการะในการกระทำผิดดังกล่าวผิดตาม ก.ม.ลักษณะอาญา ม.304,306,65 อันเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะกระทำความผิด บัดนี้ประมวลกฎหมายอาญาได้เปลี่ยนแปลงความผิดฐานฉ้อโกงไปในทางที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดโดยการใช้อุบายพิเศษเรื่องแกล้งแสดงตนว่าเป็นคนใช้วิทยาคมได้นั้น เป็นอันยกเลิกไปเสียแล้ว และที่โจทก์กล่าวฟ้องในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เป็นกรณีพิเศษตามประมวลกฎหมายอาญา ม.342 ฉะนั้นการกระทำผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงธรรมดาตามประมวลกฎหมายอาญา ม.341 ตรงกับ ก.ม.ลักษณะอาญา ม.304 เท่านั้น อันมีอัตราโทษจำคุกเพียงไม่เกิน 3 ปี เบากว่าอัตราโทษตาม ก.ม.ลักษณะอาญา ม.306(2) มาก แม้เรื่องนี้เฉพาะโจทก์ร่วมฝ่ายเดียวฎีกา ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ให้หนักขึ้น แต่ความผิดฐานฉ้อโกงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็นคุณแก่ผู้ทำผิดดังกล่าวแล้ว ซึ่งประมวลกฎหมายอาญาม.3 บัญญัติให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้ทำผิด และเป็นเหตุในลักษณะคดีตามประมวลกฏหมายอาญาม.89 จึงมีผลเกี่ยวพันไปถึงตัวจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่มิได้ฎีกาขึ้นมานั้นด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นตัวการจึงผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.341,83 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดรายนี้ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.341 ประกอบด้วย ม.82.

Provisions the court ruled on

กฎหมายลักษณะอาญา Section 304 กฎหมายลักษณะอาญา Section 306 กฎหมายลักษณะอาญา Section 65 ป.อ. Section 341 ป.อ. Section 342 ป.อ. Section 83 ป.อ. Section 89 ป.อ. Section 3

คำฟ้องและคำให้การ

คดี ๒ สำนวนนี้พิจารณาพิพากษารวมกัน

โจทก์ฟ้องเป็นทำนองเดียวกันทั้ง ๒ สำนวนใจความว่า จำเลยสมคบกันใช้อุบายหลอกลวงนำความที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จมาบอกแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์รวมทั้ง ๔ คนว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เป็นผู้มีวิทยาคุณทางไสยศาสตร์สามารถรักษาโรคได้นานาชนิด และในการรักษานี้ต้องนำเงินและเครื่องอัญญมณีมาเข้าพิธีบูชา "ท่านแ+ให้ได้ตามกำหนดเวลาแล้วจึงจะคืนให้ ผู้เสียหายทั้ง ๔ นั้นหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงได้ส่งทรัพย์สิ่งของต่าง ๆ รวมราคา ๖๑,๙๙๙ บาท ให้แก่จำเลย ความจริงจำเลยหาได้มีวิทยาคุณในทางรักษาโรคอย่างใดไม่ และทั้งเมื่อครบกำหนดแล้ว จำเลยก็ไม่คืนทรัพย์ดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหาย ทั้งนี้โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ แสดงตนเป็นคนใช้วิทยาคุณสามารถในการปลุกเสกรักษาโรคได้

จำเลยที่ ๒ ให้อุปการะแก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ โดยจำเลยมีเจตนาทุจริตคิดหลอกลวงเพื่อที่จะเอาทรัพย์ดังกล่าวแล้ว จำเลยปฏิเสธ และตัดฟ้องว่า ฟ้องเคลือบคลุม กับร้องขอให้ศาลวินิจฉัย ปัญหาเรื่องฟ้องเคลือบคลุมเสียก่อน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและมีคำสั่งว่า ฟ้องไม่เคลือบคลุม เมื่อสืบพยานโจทก์หมดแล้ว จำเลยกลับรับสารภาพตามฟ้องทั้ง ๒ สำนวน ศาลชั้นต้นแยกพิพากษาคดีเฉพาะตัวจำเลยที่ ๑ ว่า เห็นผิดตาม ก.ม.ลักษณะอาญา ม.๓๐๔,๓๐๖ ทั้ง ๒ + ให้รวมกระทงลงโทษตาม ม.๓๐๖ ซึ่งเป็น+จำคุก ๕ ปี ให้จำเลยที่ ๑ คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ทั้ง ๒ สำนวน ๖๑,๙๙๙ บาทแก่ผู้เสียหาย และพิจารณาคดีสำหรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต่อไป แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๓ ได้สมคบกับจำเลยที่

+ ในการทำผิดรายนี้ด้วย แต่ประกอบกรรมน้อยกว่าจำเลยที่ ๑ จึงพิจารณาลงโทษจำเลยที่ ๓ จำคุก ๓ ปี ตามบทกฎหมายข้างต้น และให้ร่วมรับผิดชอบคืนหรือใช้ทรัพย์ ๖๑,๙๙๙ บาทแก่ผู้เสียหาย คดี + ตัวจำเลยที่ ๒ ยังฟังไม่ได้ว่าได้สมคบหรือสมรู้กับการทำผิดรายนี้ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ของ+คืนผู้เสียหาย โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ด้วย จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์ว่าฟ้องเคลือบคลุม และจำเลยมิได้ทำผิด ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องตามศาลชั้นต้นว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมและจำเลยสมคบในการทำผิดรายนี้ด้วยจริง กับฟังว่าจำเลยที่ ๒ ได้ช่วยเหลืออุปการะในการทำผิดของจำเลยที่ ๑ ตลอดมา จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ ๒ ผิดกฎหมายลักษณะอาญา

ม.๓๐๔ และ ๓๐๖ ประกอบด้วย ม.๖๕ ให้รวมกระทงลงโทษจำคุก ๑ ปี แต่ให้รอลงโทษไว้มีกำหนด ๕ ปี และให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยอื่นคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ๖๑,๙๙๙ บาทแก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมฝ่ายเดียวฎีกา ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ให้หนักขึ้นอีกไม่ตามที่โจทก์ฎีกาขึ้นมา ปรากฎว่าคดีเรื่องนี้จำเลยถูกหาในความผิดฐานฉ้อโกง โดย+อุบายพิเศษเรื่องแกล้งแสดงตนว่าเป็นคนใช้วิทยาคมได้ ตาม ก.ม.ลักษณะอาญา ม.+ อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะกระทำความผิด แต่บัดนี้ประมวลกฎหมายอาญาได้เปลี่ยนแปลงความผิดฐานฉ้อโกงไปในทางที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดโดยการใช้อุบายพิเศษเรื่องแกล้งแสดงตนว่าเป็นคนใช้วิทยาคมได้นั้นเป็นอันยกเลิกไปเสียแล้ว และเรืองที่โจทก์กล่าวฟ้องนี้

ไม่ใช่กรณีพิเศษตามประมวลกฎหมายอาญา ม.๓๔๒ ฉะนั้น การกระทำผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงธรรมดาตามประมวลกฎหมายอาญา ม.๓๕๑ ตรงกับกฎหมายลักษณะอาญา ม.๓๐๔ เท่านั้น อัน+อัตราโทษจำคุเพียงไม่เกิน ๓ ปี เบากว่าอัตราโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา ม.๓๐๖(๒) มาก และความผิดเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะการหลอกลวงของจำเลยที่ ๑ เป็นส่วนใหญ่จำเลยที่ ๒ เป็นแต่เพียงผู้สนับสนุนอุปการะช่วยเหลือในบางตอนซึ่งเป็นส่วนน้อย และจำเลยที่ ๒ เป็นหญิงมีบุตรเล็ก ๆ ถึง ๔ คนกำลังเล่าเรียนศึกษาอยู่ จำเป็นต้องอุปการะเลี้ยงดู ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ที่วางโทษจำคุก ๑ ปีและให้รอการลงโทษไว้ภายในกำหนด ๕ ปี

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า ความผิดฐานฉ้อโกงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็นคุณแก่ผู้ทำผิดดังได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา ม.๓ บัญญัติให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้ทำผิด และเป็นเหตุในลักษณะคดีตาม ม.๘๙ เกี่ยวพันไปถึงตัวจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ที่มิได้ฎีกาขึ้นมานั้นด้วย ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ซึ่งเป็นตัวการ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.๓๔๑,๘๓ ทั้งสองสำนวน ให้รวมกระทงลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๓ ปี คำรับของจำเลยที่ ๑ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง สมควรบรรเทาโทษตาม ม.๗๘ ให้แก่จำเลย ๘ เดือน คงเหลือจำคุก ๒ ปี ๔ เดือน จำเลยที่ ๓ ร่วมทำผิดด้วยเป็นส่วนน้อยให้จำคุก ๒ ปี ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นผู้สนับสนุนการทำผิดรายนี้ ผิดตาม ม.๓๔๑,๘๖ ในเรื่องโทษของจำเลยที่ ๒ ตลอดจนการรอการลงโทษและการใช้หรือคืนทรัพย์ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.(ดุลยทรรศน์ปฏิภาณ-ประมูล สุวรรณศร-วิเทศจรรยารักษ์)นายสงวน สิทธิไชย - หลวงอรรถไพศาลศรุดี -

Matter details

Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2500 (ref. 38048)

จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานเป็นตัวการฉ้อโกงเรื่องแกล้งแสดงตนว่าเป็นคนใช้วิทยาคมได้ ตามกฎหมายลักษณะอาญา ม.304,306(2) และจำเลยที่ 2 มี ความผิดฐานเป็นผู้ช่วยเหลืออุปการะในการกระทำผิดดังกล่าวผิดตาม ก…

Supreme Court Judgment No. 668/2502

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 306(4)กฎหมายลักษณะอาญาซึ่งเป็นความผิดฐานฉ้อโกง โดยใช้อุบายพิเศษ แต่ประมวลกฎหมายอาญา ได้ยกเลิกการใช้อุบายพิเศษในลักษณะเช่นนี้แล้ว ศาลจะลงโทษตาม มาตรา 306(4) ไม่ได้ และจ…

Supreme Court Judgment No. 2728/2557

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นตัวแทนของบริษัท ด. ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน 3 แปลง ทำสัญญานายหน้ากับโจทก์กับพวกเพื่อให้โจทก์กับพวกทำหน้าที่ชี้ช่องติดต่อหาผู้ซื้อที่ดินดังกล่าว ต่อมาโจทก์กับพวกติ…

Supreme Court Judgment No. 17705/2555

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และพวกอีกหลายคนที่ยังหลบหนีแบ่งหน้าที่กันทำโดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และ ท. หลอกลวงสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า เป็นผู้มีชื่อตา…

Supreme Court Judgment No. 1913/2546

ความผิดฐานซ่องโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 นั้น ผู้กระทำต้องสมคบกันเพื่อกระทำความผิด โดยร่วมคบคิดกันหรือแสดงออกซึ่งความตกลงจะทำความผิดร่วมกัน เช่น ประชุมหรือหารือวางแผนที่จะกระทำความผิด และตามมาตร…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up