คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 60 เม็ด น้ำหนักรวม 5.40 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว จำนวน4 เม็ด น้ำหนักรวม 0.36 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อราคา 400 บาทเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน4 ฉบับ ซึ่งเป็นธนบัตรที่จำเลยได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการจำหน่ายจำนวน 56 เม็ด และเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้ออีกจำนวน 4 เม็ด เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และคืนธนบัตรจำนวน 400 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า
จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปีฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี
จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปีริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและคืนธนบัตรจำนวน 400 บาทที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาเฉพาะข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยจำนวน 4 เม็ด ราคาเม็ดละ 100 บาท และหลังจากเจ้าพนักงานตำรวจได้รับเมทแอมเฟตามีนจากสายลับจำนวน 4 เม็ดแล้วเจ้าพนักงานตำรวจยังยึดเมทแอมเฟตามีนได้จากจำเลยอีก 56 เม็ด
เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4 บัญญัตินิยามคำว่า "ขาย" ให้หมายความรวมถึงการมีไว้เพื่อขายด้วย การขายหรือมีไว้เพื่อขายตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดอย่างเดียวกัน ผู้ที่มีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ไว้เพื่อขายแล้วได้ขายไปบางส่วนคงมีความผิดฐานขายเพียงสถานเดียวเท่านั้น แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2539มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) เรื่องระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 ได้ระบุให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และให้ประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่16 ตุลาคม 2539 การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในวันเกิดเหตุ ซึ่งเป็นวันหลังจากวันที่ประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้วนั้น
ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 อีกต่อไป แต่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 ซึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4 ได้บัญญัตินิยามคำว่า "จำหน่าย" หมายความว่า ขายจ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้เท่านั้น มิได้บัญญัติให้หมายความรวมถึงการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย ทั้งการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดซึ่งอาศัยเจตนาในการกระทำผิดแยกต่างหากจากกันได้แม้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด ที่จำเลยมอบให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 60 เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยได้จำหน่ายไปในเวลาที่ต่อเนื่องกัน แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวก็มีเจตนาแยกต่างหากจากกันตั้งแต่จำเลยจำหน่ายแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมหาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวดังจำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"
Result
พิพากษายืน