Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 425/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ขณะศาลฎีกาส่งคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟัง จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำเขาบิน จังหวัดราชบุรี ส่วนจำเลยที่ 2 อยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม การที่ศาลชั้นต้นส่งคำพิพากษาศาลฎีกาให้ศาลจังหวัดราชบุรีอ่านให้จำเลยที่ 1 ฟังก่อน แล้วจึงอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง จึงเป็นการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังโดยชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 182 จำเลยที่ 2 จะกล่าวอ้างว่า การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ฟัง ย่อมมีผลถึงจำเลยที่ 2 ด้วยไม่ได้ เมื่อตาม ป.วิ.อ. มาตรา 188 บัญญัติเพียงว่า คำพิพากษามีผลตั้งแต่วันที่ได้อ่านในศาลโดยเปิดเผยเป็นต้นไป โดยมิได้บัญญัติว่า คดีถึงที่สุดเมื่อใด จึงต้องนำ ป.วิ.พ. มาตรา 147 มาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังเมื่อ 18 กันยายน 2555 คดีของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดในวันดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 2 โดยระบุว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 18 กันยายน 2555 จึงชอบแล้ว

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2555 และออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดวันที่ 18 กันยายน 2555 ต่อมาวันที่ 16 ธันวาคม 2557 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า การอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสาม เพราะไม่มีเหตุสงสัยว่าจำเลยที่ 2 หลบหนีหรือจงใจไม่มาฟังคำพิพากษา เมื่อผลแห่งการอ่านคำพิพากษามีผลตั้งแต่วันที่ได้อ่านในศาลโดยเปิดเผยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 188 การที่ศาลจังหวัดราชบุรีอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟังเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 คำพิพากษาศาลฎีกาจึงมีผลในวันดังกล่าว

การกำหนดวันที่คดีถึงที่สุดจึงต้องถือวันดังกล่าวแก่จำเลยทุกคน โดยไม่ต้องคำนึงถึงการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยอื่นฟังในภายหลังเนื่องจากมิได้มีการใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาแล้ว ขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 2 ใหม่โดยกำหนดวันคดีถึงที่สุดเป็นวันที่ 26 กรกฎาคม 2555

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 กำหนดให้คำพิพากษาหรือคำสั่งใดซึ่งตามกฎหมายจะอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ได้ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านเป็นต้นไป เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังในวันที่ 18 กันยายน 2555 จึงต้องถือว่าคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดในวันดังกล่าว หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างมาในคำร้องว่า ศาลจะต้องยึดถือผลแห่งการอ่านคำพิพากษาในวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 นั้น ก็มิได้มีกฎหมายใดบัญญัติไว้ดังกล่าว ทั้งการอ่านคำพิพากษาให้จำเลยคนใดฟัง ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยแต่ละคน ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ไม่อาจรับฟังได้ ให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า มีเหตุที่จะแก้ไขวันคดีถึงที่สุดในหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของจำเลยที่ 2 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เมื่อผลของการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกามีมาตรา 182 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มาใช้บังคับได้ จำเลยที่ 2 ไม่ได้หลบหนีหรือจงใจไม่มาฟังคำพิพากษาจึงอยู่ในอำนาจศาลโดยตลอด การอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาต่อหน้าจำเลยแต่ละคนช้าเร็วต่างกันจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 188 ทั้งการอ่านคำพิพากษามีผลเฉพาะจำเลยเป็นรายบุคคลนั้นเป็นเรื่องผลของการนับระยะเวลาในการใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกา แต่ในชั้นฎีกาอันเป็นชั้นคดีถึงที่สุด

คำพิพากษาย่อมมีผลแก่จำเลยทุกคนนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นต้นไป โดยไม่ต้องคำนึงถึงการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยอื่นฟังในภายหลังนั้น เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะที่ศาลฎีกาส่งคำพิพากษาศาลฎีกาไปให้ศาลชั้นต้นอ่านให้คู่ความฟังนั้น จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำเขาบิน จังหวัดราชบุรี ส่วนจำเลยที่ 2 ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นส่งคำพิพากษาศาลฎีกาไปให้ศาลจังหวัดราชบุรีอ่านให้จำเลยที่ 1 ฟังก่อน แล้วจึงอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง จึงเป็นการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 แล้ว จำเลยที่ 2 จะกล่าวอ้างว่าการที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟังย่อมมีผลถึงจำเลยที่ 2 ด้วยไม่ได้

เพราะขณะนั้นศาลชั้นต้นยังไม่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังโดยเปิดเผย ทำให้จำเลยที่ 2 ยังไม่ทราบผลตามคำพิพากษาศาลฎีกา ทั้งศาลชั้นต้นก็ยังไม่ได้บังคับคดีจำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแต่อย่างใด เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 188 บัญญัติเพียงว่า คำพิพากษามีผลตั้งแต่วันที่ได้อ่านในศาลโดยเปิดเผยเป็นต้นไป โดยไม่ได้บัญญัติวิธีพิจารณาไว้โดยเฉพาะว่าคดีถึงที่สุดเมื่อใด จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 มาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ซึ่งตามกฎหมายจะอุทธรณ์หรือฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้นั้น ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านเป็นต้นไป"

คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2555 คดีของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดในวันดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 2 โดยระบุว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 18 กันยายน 2555 จึงชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะแก้ไขวันที่คดีถึงที่สุดในหมายจำคุก เมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 2 ใหม่ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ไพโรจน์ นวานุช · ปิยกุล บุญเพิ่ม · สุรางคนา กมลละคร
Lower court
ศาลอาญา - นายวัสสิก ศรีแก้ว
ศาลอุทธรณ์ - นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
Supreme Court black case no.
อ.3517/2558
Trial court black case no.
อ1825/2544
Trial court red case no.
อ3978/2549
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 248/2503

ในคดีอาญา จำเลยถอนฎีกาโดยกล่าวว่าขอถอนชั่วคราวเพื่อไปจัดทำฎีกามายื่นใหม่เมื่อศาลอนุญาตแล้วจำเลยย่อมมีสิทธิยื่นฎีกาใหม่ภายในอายุความฎีกา(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 1/2503) โจทก์กล่าวฟ้องมีสาระสำคัญว่าจำเลยขับ…

Supreme Court Judgment No. 2014/2500

ศาลอุทธรณ์พิพากษารวมกระทงลงโทษจำเลยสำหรับความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 243 และ 276 เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความกับจำเลยสำหรับความผิดตาม มาตรา 243 แล้ว ศาลฎีกาพิพากษาแก้ว่าจำเลยมีความผิด…

Supreme Court Judgment No. 516/2492

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่อุทธรณ์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ จำเลยที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาปล่อย แต่ยังไม่ได้ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์ไม่มีสิทธิฎีกาสำหรับจำเลยคนนั้นโจทก์ยื่นฎี…

Supreme Court Judgment No. 122/2567

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ลับหลังจำเลยโดยที่ยังไม่สามารถส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยทราบโดยชอบ ซึ่งไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสาม ประกอบมาตรา 215 แม้ภายหลังจำเลยจ…

Supreme Court Judgment No. 2311/2567

การร้องขอคืนของกลางตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 36 นั้น เจ้าของที่แท้จริงซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดย่อมมีสิทธิร้องขอคืนของกลางต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งคำว…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up