Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4317/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การที่โจทก์ไม่ดำเนินการสืบหาที่อยู่ของจำเลยที่ 1 เพื่อส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ใหม่ และแถลงต่อศาลภายในกำหนดเวลา 1 เดือน โดยปล่อยให้เวลาล่วงพ้นไปเป็นเวลาถึง 3 เดือนเศษ แม้โจทก์ฎีกาอ้างว่ามีเหตุสุดวิสัยเกี่ยวกับภัยพิบัติน้ำท่วม ทำให้โจทก์ไม่สามารถดำเนินการภายในระยะเวลาที่ศาลสั่งได้ก็ตาม แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นก็ยังคงเปิดทำการอยู่ โจทก์สามารถสื่อสารกับศาลชั้นต้นได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าทางโทรศัพท์ หรือทางสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่โจทก์ก็หาได้กระทำไม่ กรณีจึงมิใช่เหตุสุดวิสัย ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่ 1 เมื่อคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยของจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เท่ากับหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดมากไปกว่าหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ต้องชำระแก่โจทก์เนื่องจากเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกกันชำระได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 793,153 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 789,100 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 215,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสามใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้เนื่องจากบ้านรื้อถอนและศาลได้มีคำสั่งให้ส่งหมายแจ้งคำสั่งให้โจทก์ว่าให้มาดำเนินการแถลงที่อยู่และส่งหมายให้แก่จำเลยที่ 1 ใหม่ภายใน 15 วัน บัดนี้ล่วงพ้นระยะเวลาแล้วโจทก์ไม่ได้มาดำเนินการแต่ประการใด จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่าให้โจทก์แถลงที่อยู่ของจำเลยที่ 1 และส่งหมายนัดสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่โจทก์ทราบคำสั่ง หากไม่ดำเนินการถือว่าทิ้งฟ้องอุทธรณ์ หมายแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบเป็นหมายของศาล การส่งไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมายได้วันที่ 8 กันยายน 2554 โจทก์ยื่นคำร้องว่าขอสืบหาภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ขอให้ศาลได้โปรดอนุญาตให้ขยายระยะเวลาแถลงที่อยู่เพื่อส่งหมายให้แก่จำเลยที่ 1 ใหม่ออกไปอีก 30 วัน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่าอนุญาตให้โจทก์แถลงที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ได้ถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2554 หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ดำเนินการแต่อย่างใด จนถึงวันที่ 13 ธันวาคม 2554 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานต่อผู้พิพากษาว่า ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แถลงหาที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ใหม่จนถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2554 บัดนี้ล่วงพ้นระยะเวลาแล้วโจทก์ไม่มาดำเนินการแต่ประการใด จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่าโจทก์ทิ้งฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่ 1 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว และมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่ 1 โจทก์ฎีกาว่าเนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยที่ร้ายแรงเมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมาได้ส่งผลให้ทั้งจังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งรวมทั้งที่ตั้งศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและบ้านพักของโจทก์ถูกน้ำท่วมขังสูงอย่างมากจนกระทั่งรัฐบาลประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ

โจทก์เองต้องย้ายไปอาศัยบ้านญาติที่จังหวัดอื่นและไม่สามารถกลับเข้ามายังบ้านพักอาศัยของตนเองได้ แต่เมื่อทันทีที่โจทก์สามารถกลับเข้ามายังที่พักอาศัยได้ก็เร่งรีบที่จะเดินทางไปเพื่อดำเนินการติดต่อกับศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการแถลงที่อยู่ของจำเลยที่ 1 แต่ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 1 เสียก่อน เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ได้ โจทก์จึงขอฎีกาในส่วนนี้เพื่อขอให้ศาลฎีกาได้โปรดวินิจฉัยให้ความเป็นธรรมแก่โจทก์ด้วย เนื่องจากโจทก์มิได้มีเจตนาที่จะละเลยต่อคำสั่งศาลแต่อย่างใดอีกทั้งโจทก์ได้ดำเนินคดีตามระเบียบกระบวนพิจารณามาโดยถูกต้องตลอดมา แต่ด้วยเหตุสุดวิสัยเกี่ยวกับภัยพิบัติจึงทำให้โจทก์ไม่สามารถดำเนินการตามคำสั่งศาลได้ภายในระยะเวลาที่ศาลสั่ง

โจทก์จึงขอศาลฎีกาโปรดวินิจฉัยกลับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เป็นว่าโจทก์มิได้ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใดนั้น เห็นว่า ในวันที่ 8 กันยายน2554 โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลาแถลงหาที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ใหม่ออกไป 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตเพื่อให้โจทก์มีเวลาตรวจสอบภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ได้อย่างถูกต้อง ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งในวันเดียวกันว่าอนุญาตให้โจทก์แถลงที่อยู่ของจำเลยที่ 1ได้ถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2554 ซึ่งศาลชั้นต้นก็ให้เวลาโจทก์อย่างมากถึง 1 เดือน เพื่อสืบหาที่อยู่ของจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ก็ปล่อยให้วันเวลาล่วงพ้นไปโดยมิได้ดำเนินการใด ๆ เป็นเวลาถึง 3 เดือนเศษ จนกระทั่งวันที่ 13 ธันวาคม 2554 เจ้าหน้าที่ศาลจึงรายงานต่อผู้พิพากษาว่าล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาแล้วโจทก์ไม่มาดำเนินการแต่ประการใด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1

ที่โจทก์ฎีกาว่า เป็นเหตุสุดวิสัยเนื่องจากน้ำท่วมซึ่งเป็นภัยพิบัติทำให้โจทก์ไม่สามารถดำเนินการตามคำสั่งของศาลได้ภายในระยะเวลาที่ศาลสั่งนั้น เห็นว่า หากมีภัยพิบัติเกี่ยวกับน้ำท่วมศาลชั้นต้นก็ยังคงเปิดทำการอยู่ โจทก์สามารถสื่อสารกับศาลชั้นต้นได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าทางโทรศัพท์ หรือทางสื่อสารอิเล็กทรอนิคส์ซึ่งมีใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่โจทก์ก็หาได้กระทำไม่ ปล่อยให้เวลาล่วงพ้นไปโดยมิได้ดำเนินการแต่ประการใด กรณีจึงมิใช่เหตุสุดวิสัย คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ว่าโจทก์ทิ้งฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถของจำเลยที่ 2 ที่จำเลยที่ 1 ขับไปทำละเมิด จึงถือเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้

จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เท่ากับหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันหรือแทนชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพิ่มเติมอีกเป็นเงิน 407,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลฎีกาจึงไม่มีอำนาจพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดมากไปกว่าหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ต้องชำระต่อโจทก์เนื่องจากมูลความแห่งคดีเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกกันชำระได้ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ · ประยูร ณ ระนอง · ภาติยะ ดวงมณี
Lower court
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายวัชรินทร์ เกษชุมพล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสมเจริญ พุทธิประเสริฐ
Supreme Court black case no.
พ.320/2558
Trial court black case no.
พ460/2552
Trial court red case no.
พ272/2554
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4382/2566

ตามคำพิพากษาในคดีก่อนศาลฎีกามีคำวินิจฉัยในส่วนความรับผิดของโจทก์เพียงข้อหาเดียวว่า โจทก์เป็นนายจ้างของ ป. และ ป. ได้กระทำละเมิดในทางการที่จ้าง โจทก์จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ความเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสามใ…

Supreme Court Judgment No. 5444/2537

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 ที่ได้บัญญัติบังคับให้นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งการละเมิดซึ่งลูกจ้างได้ทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกเป็นเหตุให้ได้รับความเสียหายนั้น เป็นกรณีที่บุคคลหลายค…

Supreme Court Judgment No. 4360/2531

การที่ศาลชั้นต้นตรวจคำร้อง ของ โจทก์ที่ขอให้ศาลฎีกาไต่สวนถึงเหตุที่โจทก์มิได้จงใจไม่นำส่งสำเนาฎีกาและเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีของศาลฎีกาแล้วสั่งยกคำร้องนั้น หากโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้อง โจทก์ก็ชอบที่จะใช้ส…

Supreme Court Judgment No. 250/2494

ศาลชั้นต้นส่งให้นำส่งสำเนาฟ้องอุทธรณ์ใน 15 วันแต่คู่ความฝ่ายอุทธรณ์ไม่ทำการนำส่งโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรแล้ว ย่อมถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์

Supreme Court Judgment No. 679/2490

กรณีที่ผู้ยื่นคำคู่ความจดไว้ในคำคู่ความว่าจะรอฟังคำสั่ง ถ้าไม่รอฟัง ให้ถือว่าได้ทราบคำสั่งนั้น แม้ผู้ยื่นคำร้องมิได้ฟังคำสั่งก็ถือว่าได้ทราบคำสั่งแล้วเรื่องการทิ้งฟ้องตาม มาตรา 174 ย่อมนำมาใช้บังคับแก…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up