Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4690/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ทำสัญญากู้ยืมและค้ำประกันกับโจทก์ตามลำดับ จำเลยทั้งสองรู้และยินยอมให้โจทก์คำนวณดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดรวมเข้าเป็นเงินต้นด้วยนั้น เป็นนิติกรรมที่มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง สัญญากู้ยืมและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้หาเป็นโมฆะทั้งฉบับไม่ เฉพาะดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดและนำไปคำนวณเป็นเงินต้นเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะ การที่จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดกรณีเป็นการชำระหนี้โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้นำเงินดอกเบี้ยที่ชำระไปแล้วดังกล่าวมาหักชำระหนี้เงินต้นได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินโจทก์ 170,000 บาท จำเลยที่ 1 นำโฉนดที่ดินเลขที่ 1156 ให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1ไว้ต่อโจทก์หลังจากจำเลยที่ 1 กู้เงินไปแล้วไม่เคยชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินต้น 170,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2534 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จจำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินต้นโจทก์ 93,000 บาท ส่วนที่เหลือเป็นดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดรวมอยู่ด้วย สัญญากู้จึงเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินต้น 122,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ก็ให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกาปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบด้วยมาตรา 247ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อเดือนมีนาคม 2530 จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์จำนวน 23,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนนับแต่กู้เงินจำเลยที่ 1ไม่เคยชำระเงินต้นคืน แต่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หลายครั้งรวมเป็นเงิน 12,500 บาทต่อมาวันที่ 30 กรกฎาคม 2534 จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์อีก 100,000 บาท แต่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้ระบุในหนังสือสัญญากู้ยืมว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์จำนวน170,000 บาท โดยนำเงินต้นตามการกู้เดิมจำนวน 23,000 บาท กับดอกเบี้ยค้างชำระจำนวน 47,000 บาท ซึ่งคิดคำนวณจากอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อเดือน

มารวมกับเงินต้นที่กู้ใหม่อีก 100,000 บาท เป็นเงินต้นทั้งสิ้น 170,000 บาท และตกลงกันให้ระบุในหนังสือสัญญากู้เงินด้วยว่า คิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี แต่ความจริงแล้วโจทก์คิดจากจำเลยร้อยละ 3 ต่อเดือน ในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 1 รู้เห็นและยินยอมเกี่ยวกับการกู้เงินของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวโดยตลอดได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ดังกล่าว ตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ต่อมาระหว่างเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน 2534 จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์รวม 4 ครั้งเป็นเงิน 20,400 บาท และชำระต้นเงิน 1,000 บาทปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกมีว่า สัญญากู้และสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย

จ.1, จ.2 ที่นำเอาดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดรวมเป็นยอดเงินต้นด้วยนั้น สัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะทั้งฉบับหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมและค้ำประกันโดยรู้อยู่แล้วและยินยอมให้โจทก์คำนวณดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเข้าเป็นเงินต้นด้วยนั้นเป็นการทำนิติกรรม มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง สัญญากู้ยืมและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้หาเป็นโมฆะทั้งฉบับไม่ ส่วนดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งนำไปคำนวณเป็นเงินต้นนั้นเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงเป็นโมฆะเฉพาะส่วนของดอกเบี้ยไม่มีผลบังคับใช้เป็นสัญญากู้ยืมและสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น

ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปมีว่าจำนวนเงินดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์ไปแล้วจะนำมาหักจากยอดเงินต้นได้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1ได้ชำระดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นการชำระหนี้โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้นำเงินดอกเบี้ยที่ชำระไปแล้วดังกล่าวมาหักชำระหนี้เงินต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นทุกข้อ"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ · พิมล สมานิตย์ · กนก พรรณรักษา
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5457/2560

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินและจำเลยที่ 2 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกัน จำเลยทั้งสองต่างให้การรับว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์และยกข้อต่อสู้ว่า สัญญากู้ยืมเง…

Supreme Court Judgment No. 2654/2546

โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากลูกค้าในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ฯ มาตรา 14ขณะจำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีมีประกาศธน…

Supreme Court Judgment No. 3773/2538

โจทก์ซึ่งเป็นพระภิกษุนำเงินส่วนตัวออกให้กู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยซึ่งไม่มีกฎหมายใดห้ามไว้และไม่มีการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายห้ามจึงไม่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนโจทก์มีสิทธินำสัญญากู้ยืมเ…

Supreme Court Judgment No. 4684/2568

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถ…

Supreme Court Judgment No. 6901/2567

โจทก์มอบหมายให้จำเลยนำเงินไปให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้วนำผลประโยชน์มามอบให้ จำเลยจึงเป็นตัวแทนของโจทก์ในกิจการดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 797 กรณีเช่นนี้จึงไม่สามารถแย…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up