Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4997/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ในวันนัดจดทะเบียนขายฝากที่ดิน โจทก์ให้จำเลยที่ 1 พาโจทก์ไปดูที่ดินที่จะขายฝาก จำเลยที่ 1 กลับชี้ให้โจทก์ดูที่ดินของผู้อื่นซึ่งอยู่ติดถนนลาดยางแปลงเดียวกับที่จำเลยที่ 2 เคยพาบุคคลอื่นไปดู ซึ่งมิใช่ที่ดินของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 2 หลอกลวงโจทก์ให้รับซื้อฝากที่ดินต่อโจทก์ ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 2 เป็นเพียงนายหน้าของจำเลยที่ 1 หรือเป็นผู้ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 1 แล้วนำไปขายต่อให้แก่โจทก์ และไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์หวังผลกำไรจากการรับซื้อฝากที่ดินหรือไม่ เพราะมิใช่สาระสำคัญที่จะทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป การที่โจทก์หลงเชื่อและรับฝากที่ดินไว้จากจำเลยที่ 1 โดยเข้าใจว่าเป็นที่ดินแปลงที่อยู่ติดถนนลาดยางตามที่จำเลยที่ 1 นำชี้ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และเป็นกรณีที่โจทก์แสดงเจตนารับซื้อฝากที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม อันเป็นสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 มีผลเท่ากับการขายฝากที่ดินมิได้เกิดมีขึ้น และไม่ก่อสิทธิใด ๆ แก่จำเลยที่ 1 ที่จะยึดถือเอาเงินของโจทก์ไว้ได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ตั้งเรื่องฟ้องจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองสมคบกันหลอกลวงโจทก์โดยนำชี้และอ้างว่าที่ดินของผู้อื่นซึ่งอยู่ติดถนนลาดยางเป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 โจทก์หลงเชื่อ จึงรับซื้อฝากและมอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง ความจริงแล้วที่ดินโฉนดดังกล่าวอยู่ห่างไกลถนนและมีราคาต่ำกว่าที่โจทก์รับซื้อฝากไว้มากหากโจทก์ทราบความจริงจะไม่รับซื้อฝาก การบรรยายฟ้องดังกล่าวเป็นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงในลักษณะเล่าเรื่องให้เป็นที่เข้าใจตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงเข้ากับตัวบทกฎหมายเพื่อวินิจฉัยคดี ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงและฟังว่าโจทก์แสดงเจตนารับซื้อฝากที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินตกเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 157 ก็ดี หรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยข้อเท็จจริงและฟังว่าโจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 ก็ดี จึงเป็นการปรับข้อเท็จจริงที่ได้ความเข้ากับตัวบทกฎหมายเพื่อวินิจฉัยถึงสิทธิของคู่ความแต่ละฝ่าย ซึ่งหากจำเลยทั้งสองมิได้หลอกลวงโจทก์และโจทก์มิได้แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดแล้ว จำเลยทั้งสองก็ไม่ต้องรับผิดคืนเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้อง กรณีมิใช่เป็นการวินิจฉัยคดีนอกฟ้องหรือพิพากษาเกินไปกว่าคำฟ้อง การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงโจทก์ให้รับซื้อฝากที่ดินของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์หลงเชื่อและเสียเงินให้แก่จำเลยทั้งสองไป 1,500,000 บาท และมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ 1,500,000 บาท เท่ากับราคาที่ดินที่ซื้อฝากซึ่งโจทก์ได้มอบให้แก่จำเลยทั้งสองไปนั้น มิใช่คำฟ้องในเรื่องละเมิดซึ่งมีอายุความ 1 ปี เพียงอย่างเดียว แต่มีลักษณะเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของโจทก์คืนจากจำเลยทั้งสองผู้ไม่มีสิทธิที่จะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ด้วย ซึ่งไม่มีกำหนดเวลาให้เจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิเช่นนี้ ส่วนดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวซึ่งถือว่าเป็นค่าเสียหายนั้นคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกง โจทก์ฟ้องคดีในระหว่างที่คดีอาญายังไม่เด็ดขาด จึงไม่ขาดอายุความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสอง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2539 จำเลยทั้งสองสมคบกันหลอกลวงโจทก์ โดยนำชี้และอ้างว่าที่ดินของผู้อื่นซึ่งอยู่ติดถนนลาดยางสายพุหวายห่างจากทางรถไฟสายใต้ ประมาณ 100 เมตร เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 19140 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ (นายาง) จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 9 ไร่ 1 งาน 11 ตารางวา ของจำเลยที่ 1 และเสนอขายฝากไว้แก่โจทก์ในราคา 1,950,000 บาท กำหนดไถ่คืนภายใน 1 ปี โจทก์หลงเชื่อ จึงรับซื้อฝากไว้และมอบเงิน 1,500,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสอง ความจริงแล้วที่ดินโฉนดดังกล่าวอยู่ห่างไกลถนนและมีราคาต่ำกว่าที่โจทก์รับซื้อฝากมาก หากโจทก์ทราบความจริงจะไม่รับซื้อฝาก การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการจงใจละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากโจทก์นำเงินไปให้บุคคลอื่นกู้ยืมจะได้ดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2539 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 744,375 บาท

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกงไว้แล้วเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2539 ตามคดีหมายเลขดำที่ 2125/2539 ของศาลชั้นต้น ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 2,244,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 1,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ตกลงขายที่ดินโฉนดเลขที่ 19140 ให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 900,000 บาท มีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 2 จะให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 2 หรือบุคคลใดตามความประสงค์ของจำเลยที่ 2 ก็ได้ ต่อมาวันที่ 29 มีนาคม 2539 ซึ่งเป็นวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน โจทก์และจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์โดยทำเป็นสัญญาขายฝาก เพื่อให้เสียค่าธรรมเนียมน้อยกว่าทำสัญญาซื้อขาย

จำเลยที่ 1 ไม่เข้าใจเรื่องขายฝากและเห็นว่าคงไม่เสียหาย จึงจดทะเบียนขายฝากให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่เคยหลอกลวงโจทก์ให้รับซื้อฝากที่ดิน จำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 2 นำที่ดินไปขายต่อให้แก่โจทก์ในราคา 1,500,000 บาท โจทก์มิได้ระมัดระวังตรวจสอบที่ดินให้ถูกต้องแน่ชัด จึงเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์เอง จำเลยที่ 1 มีเจตนาสุจริตและมิได้คบคิดกับจำเลยที่ 2 ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์หวังผลกำไรจากการรับซื้อฝากที่ดิน เมื่อที่ดินราคาตกต่ำเนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี โจทก์จะมาเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาละเมิดและเรียกค่าเสียหาย เป็นฟ้องที่ขาดอายุความตามกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 19140 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ (นายาง) จังหวัดเพชรบุรี คืนแก่จำเลยที่ 1 ในวันที่โจทก์ได้รับชำระเงินครบถ้วน หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 15,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อประมาณกลางเดือนมีนาคม 2539 โจทก์ได้รับแจ้งจากนายนพรัตน์ เลาหพงษ์พันธ์ น้องชายโจทก์ว่า มีผู้ต้องการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 19140 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ (นายาง) จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 9 ไร่ 1 งาน 11 ตารางวา ในราคา 1,500,000 บาท โดยนายนพรัตน์ได้รับการติดต่อจากนางปราณี นาคแสง ซึ่งทราบเรื่องจากจำเลยที่ 2 อีกต่อหนึ่ง ที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 ในการติดต่อเพื่อขายฝากที่ดิน จำเลยที่ 2 เคยพานายนพรัตน์และนางปราณีไปชี้ดูที่ดินของบุคคลอื่นซึ่งอยู่ติดถนนลาดยางสายพุหวายตามที่ดินแปลงหมายเลข 1 ในแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.1 โดยอ้างว่าเป็นที่ดินที่ต้องการขายฝาก

โจทก์สนใจรับซื้อฝากและมีการนัดหมายกัน จนในที่สุดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 19140 ดังกล่าวให้แก่โจทก์มีกำหนด 1 ปี กำหนดสินไถ่เป็นเงิน 1,950,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาโจทก์ทราบความจริงว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 19140 ที่จำเลยที่ 1 ขายฝากให้แก่โจทก์มิได้อยู่ติดถนน แต่ต้องเดินเท้าเข้าไป และช่วงฤดูฝนไม่สามารถเข้าไปได้ ตามที่ดินแปลงหมายเลข 2 ในแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 1,500,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนให้ วันที่ 27 สิงหาคม 2539 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกง ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2125/2539 ของศาลชั้นต้น

คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเนื่องจากคำฟ้องมิได้ลงลายมือชื่อผู้เรียงและพิมพ์ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 หลอกลวงโจทก์ให้รับซื้อฝากที่ดิน และต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 คืนเงินให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ก่อนทำสัญญาขายฝากจำเลยที่ 1 ไม่เคยพาโจทก์หรือนายนพรัตน์หรือนางปราณีไปชี้ให้ดูที่ดินโฉนด 19140 แต่ดาบตำรวจประเสริฐ เทศลาภ สามีจำเลยที่ 1 เคยพานายหน้าไปดูที่ดิน 2 ครั้ง ครั้งแรกมีนายชาย สันตจิตติ์ และนายสมจิตร บุญเรือง ครั้งที่ 2 มีจำเลยที่ 2 และนางปราณีร่วมไปดูที่ดินด้วย พยานโจทก์เบิกความอย่างเลื่อนลอยและมีการซักซ้อมกันมา ไม่มีหลักฐานอื่นยืนยันได้ว่า

จำเลยที่ 1 สมคบกับจำเลยที่ 2 หลวกลวงโจทก์ และเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ที่ไม่ตรวจสอบที่ดินให้ดีเสียก่อน เห็นว่า พยานโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ในวันนัดจดทะเบียนขายฝากที่ดิน นางปราณีแนะนำให้โจทก์รู้จักกับจำเลยทั้งสอง โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 พาไปดูที่ดินก่อนทำสัญญาขายฝาก จำเลยที่ 1 แสดงท่าทีบ่ายเบี่ยง แต่ในที่สุดจำเลยที่ 1 ยอมพาโจทก์ไปดูที่ดินโดยมีจำเลยที่ 2 ร่วมเดิมทางไปด้วย ที่ดินที่จำเลยที่ 1 พาโจทก์ไปดูอยู่ติดถนนลาดยางสายพุหวาย ตรงกับที่ดินแปลงหมายเลข 1 ในแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งโจทก์มาทราบภายหลังว่าเป็นที่ดินของผู้อื่น นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายนพรัตน์และนางปราณีเบิกความสนับสนุนว่าก่อนวันนัดจดทะเบียนขายฝากที่ดิน

จำเลยที่ 2 เคยพาพยานทั้งสองไปดูที่ดิน ซึ่งก็คือที่ดินแปลงหมายเลข 1 ในแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.1 เช่นเดียวกัน และต่อมาในวันนัดจดทะเบียนขายฝากที่ดิน จำเลยที่ 1 ยอมพาโจกท์ไปดูที่ดินอีกครั้งหนึ่งโดยพาโจทก์ไปดูที่ดินแปลงเดียวกับที่จำเลยที่ 2 เคยพาพยานทั้งสองไปดู ซึ่งสอดคล้องต้องกันกับคำเบิกความของโจทก์ และเมื่อพิเคราะห์ว่าโจทก์รับซื้อฝากที่ดินในราคาสูงถึง 1,500,000 บาท การที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพาไปดูที่ดินด้วยตนเองก่อนทำสัญญาขายฝากย่อมเป็นเรื่องที่สมเหตุผลและน่าเชื่อถือว่าเป็นความจริง พยานจำเลยที่ 1 คือดาบตำรวจประเสริฐละนายสมจิตรก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านเจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์ว่า ในวันนัดจดทะเบียนขายฝากที่ดินมีการพากันไปดูที่ดินอีกครั้งหนึ่งโดยจำเลยที่ 1 ร่วมเดินทางไปด้วย ซึ่งตามพฤติการณ์ไม่มีเหตุที่จะพากันไปดูที่ดินที่ไม่เกี่ยวข้องกับการขายฝากส่วนจำเลยที่ 1 คงเบิกความลอย

ๆ เพียงว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยพาโจทก์ไปดูที่ดิน และในวันนัดจดทะเบียนขายฝากที่ดินไม่มีการไปชี้ที่ดินแปลงใด ๆ ซึ่งขัดกับคำเบิกความของพยานจำเลยที่ 1 ปากอื่นดังกล่าว พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อยิ่งกว่าพยานจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า ในวันนัดจดทะเบียนขายฝากที่ดิน โจทก์ให้จำเลยที่ 1 พาโจทก์ไปดูที่ดินที่จะขายฝาก จำเลยที่ 1 กลับชี้ให้โจทก์ดูที่ดินของผู้อื่นซึ่งอยู่ติดถนนลาดยางสายพุหวายแปลงเดียวกับที่จำเลยที่ 2 เคยพานายนพรัตน์ และนางปราณีไปดู ซึ่งมิใช่ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 19140 ของจำเลยที่ 1 พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 2 หลอกลวงโจทก์ให้รับซื้อฝากที่ดิน อย่างน้อยก็ในวันนัดจดทะเบียนขายฝากที่ดินอันเป็นการร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์

ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 2 เป็นเพียงนายหน้าของจำเลยที่ 1 ดังที่โจทก์นำสืบ หรือเป็นผู้ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 1 แล้วนำไปขายต่อให้แก่โจทก์ดังที่จำเลยที่ 1 นำสืบ และไมต้องคำนึงว่าโจทก์หวังผลกำไรจากการรับซื้อฝากที่ดินดังที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกาหรือไม่ เพราะมิใช่สาระสำคัญที่จะทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป การที่โจทก์หลงเชื่อและรับฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 19140 ไว้จากจำเลยที่ 1 โดยเข้าใจว่าเป็นที่ดินแปลงที่อยู่ติดถนนลาดยางพุหวายตามที่จำเลยที่ 1 นำชี้ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และเป็นกรณีที่โจทก์แสดงเจตนารับซื้อฝากที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม อันเป็นสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม

การขายฝากที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 มีผลเท่ากับการขายฝากที่ดินมิได้เกิดมีขึ้น และไม่ก่อสิทธิใด ๆ แก่จำเลยที่ 1 ที่จะยึดถือเอาเงินของโจทก์ไว้ได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยคดีนอกฟ้องและพิพากษาเกินไปกว่าคำฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะตั้งเรื่องฟ้องจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองสมคบกันหลอกลวงโจทก์โดยนำชี้และอ้างว่าที่ดินของผู้อื่นซึ่งอยู่ติดถนนลาดยางสายพุหวายเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 19140 ของจำเลยที่ 1 โจทก์หลงเชื่อ จึงรับซื้อฝากและมอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง

ความจริงแล้วที่ดินโฉนดดังกล่าวอยู่ห่างไกลถนนและมีราคาต่ำกว่าที่โจทก์รับซื้อฝากไว้มาก หากโจทก์ทราบความจริงจะไม่รับซื้อฝาก การบรรยายฟ้องดังกล่าวเป็นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงในลักษณะเล่าเรื่องให้เป็นที่เข้าใจตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องมาเช่นนี้แล้ว เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงเข้ากับตัวบทกฎหมายเพื่อวินิจฉัยคดี ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงและฟังว่าโจทก์แสดงเจตนารับซื้อฝากที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 ก็ดี หรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยข้อเท็จจริงและฟังว่าโจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 ก็ดี จึงเป็นการปรับข้อเท็จจริงที่ได้ความเข้ากับตัวบทกฎหมายเพื่อวินิจฉัยถึงสิทธิของคู่ความแต่ละฝ่าย ซึ่งหากจำเลยทั้งสองมิได้หลอกลวงโจทก์และโจทก์มิได้แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดแล้ว

จำเลยทั้งสองก็ไม่ต้องรับผิดคืนเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้อง กรณีหาใช่เป็นการวินิจฉัยคดีนอกฟ้องหรือพิพากษาเกินไปกว่าคำฟ้องดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงโจทก์ให้รับซื้อฝากที่ดินของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์หลงเชื่อและเสียเงินให้แก่จำเลยทั้งสองไป 1,500,000 บาท และมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ 1,500,000 บาท เท่ากับราคาที่ดินที่ซื้อฝากซึ่งโจทก์ได้มอบให้แก่จำเลยทั้งสองไปนั้นมิใช่คำฟ้องในเรื่องละเมิดซึ่งมีอายุความ 1 ปี เพียงอย่างเดียว แต่มีลักษณะเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของโจทก์คืนจากจำเลยทั้งสองผู้ไม่มีสิทธิที่จะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ด้วย ซึ่งไม่มีกำหนดเวลาให้เจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิเช่นนี้

เว้นแต่จะถูกจำกัดด้วยอายุความได้สิทธิ ส่วนดอกเบี้ยซึ่งถือว่าเป็นค่าเสียหายนั้น คำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกง ได้ความว่าโจทก์ทราบเหตุเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2539 อายุความซึ่งโจทก์มีสิทธิจะฟ้องคดีแพ่งย่อมสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสอง โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2542 ในระหว่างที่อายุความสะดุดหยุดลงและคดีอาญายังไม่เด็ดขาด สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะฟ้องเรียกดอกเบี้ยจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังขึ้น

อนึ่ง จำเลยที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาเกินมาชั้นละ 9,305 บาท เห็นสมควรสั่งคืนแก่จำเลยที่ 1"

Result

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 15,000 บาท แทนโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาที่เสียเกินมาชั้นละ 9,305 บาท แก่จำเลยที่ 1.

Matter details

Panel of judges
ชัชลิต ละเอียด · สมชัย จึงประเสริฐ · บุญรอด ตันประเสริฐ
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 978/2567

การที่ขณะทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทโจทก์เข้าใจว่าตกลงขายฝากที่ดินพิพาทเป็นเงิน 160,000 บาท ตามจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ 2 มิใช่ 500,000 บาท ตามที่ระบุในสัญญาขายฝากเป็นกรณีโจทก์สำคัญผิดในเรื่องร…

Supreme Court Judgment No. 4187/2566

จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมรับซื้อฝากที่ดินพิพาทจาก จ. โดยไม่สุจริต โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมอันอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนเสียเปรียบ โจทก์ทั้งสามย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอ…

Supreme Court Judgment No. 5057/2558

เมื่อต้นปี 2534 รัฐบาลมีโครงการจัดหาที่ดินให้แก่ราษฎรมีที่ทำกิน จำเลยกว้านซื้อที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินหลายแปลงรวมทั้งที่ดินแปลงพิพาทแล้วไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เมื่อ…

Supreme Court Judgment No. 21897/2556

โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมและในฐานะผู้จัดการมรดกของมารดาโจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทซึ่งอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์คืนจากจำเลยทั้งสาม จึงเป็นการเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยทั้งสามในฐานะเจ้าของกรรมสิทธ…

Supreme Court Judgment No. 15919/2555

การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4410 เป็นการออกเฉพาะราย โดยมีการนำหลักฐาน ส.ค.1 ของที่ดินแปลงอื่นมาเป็นหลักฐาน เป็นการออก น.ส.3 ก. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องเพิกถอนตามมาตรา 61 แห่ง ป.…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up