Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5095/2561

พ.ศ. 2561 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยที่ 3 เช่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 633 และ 23993 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร บางส่วนจากบริษัท อ. ทำนาปลูกข้าวเป็นระยะเวลาประมาณ 30 ปี ก่อนที่โจทก์จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550 บริษัท อ. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย และวันที่ 5 ตุลาคม 2555 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 3 จึงได้รับประโยชน์จาก พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 28 เรื่องการเช่านาย่อมไม่ระงับไปเพราะเหตุโอนกรรมสิทธิ์นาที่เช่า ผู้รับโอนต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนที่มีต่อผู้เช่านา และแม้ตามมาตรา 30 (4) เรื่องการเช่านาอาจสิ้นสุดก่อนกำหนดระยะเวลาการเช่านากรณีเมื่อนาที่เช่าถูกเวนคืนตามกฎหมายหรือโอนไปเป็นของรัฐด้วยประการอื่น แต่โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐที่รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเพื่อบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ มิใช่รับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของหน่วยงานของรัฐเพื่อเป็นผู้ให้เช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามมาตรา 4 จึงไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมายดังกล่าว สิทธิการเช่านาของจำเลยที่ 3 ยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 30 (4) เมื่อก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยการบอกเลิกการเช่านา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3

Provisions the court ruled on

พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 Section 30

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินรวมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 633, 23993 อำเภอหนองจอก (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 1,175,433 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 44,750 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินรวมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สิน รวมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 633, 23993 อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ให้แก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป จนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินรวมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์เท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 633 และ 23993 อำเภอหนองจอก (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร โดยซื้อจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย หรือ บสท. เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2555 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลูกบ้านพักอาศัยในที่ดินพิพาทบางส่วน ส่วนจำเลยที่ 3 เช่าที่ดินพิพาทบางส่วนจากบริษัทโอดีซี่ จำกัด ทำนาปลูกข้าวเป็นระยะเวลาประมาณ 30 ปี ก่อนที่โจทก์จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 3 ออกไปจากที่ดินพิพาทได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทโอดีซี่ จำกัด ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550 บริษัทโอดีซี่ จำกัด โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย และวันที่ 5 ตุลาคม 2555 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย มาตรา 5 ส่วนโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2528 เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทโจทก์เกินกว่าร้อยละ 50 โจทก์จึงมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีงบประมาณ พ.ศ.2502 ส่วนพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ใช้บังคับเฉพาะเอกชนที่เป็นผู้โอนและผู้รับโอนเท่านั้น โจทก์จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 4 และเมื่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากบริษัทโอดีซี่ จำกัด เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550 สิทธิการเช่าของจำเลยที่ 3 ย่อมสิ้นสุดลงตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 30 (4) เห็นว่า จำเลยที่ 3 เช่าที่ดินพิพาทจากบริษัทโอดีซี่

จำกัด ทำนาปลูกข้าวเป็นระยะเวลาประมาณ 30 ปี ก่อนที่โจทก์จะได้กรรมสิทธิ์จากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจึงได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 28 เรื่องการเช่านาย่อมไม่ระงับไปเพราะเหตุโอนกรรมสิทธิ์นาที่เช่า ผู้รับโอนต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนที่มีต่อผู้เช่านา และมาตรา 30 (4) เรื่องการเช่านาอาจสิ้นสุดก่อนกำหนดระยะเวลาการเช่านากรณีเมื่อนาที่เช่าถูกเวนคืนตามกฎหมาย หรือโอนไปเป็นของรัฐด้วยประการอื่น แม้โจทก์และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจะเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 5 และมีวัตถุประสงค์ในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินตามมาตรา 7 แต่โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเพื่อบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

มิใช่รับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของหน่วยงานของรัฐเพื่อเป็นผู้ให้เช่าตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 4 ซึ่งมิให้ใช้บังคับแก่การเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมที่รัฐ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและสหกรณ์นิคมเป็นผู้ให้เช่า เมื่อโจทก์ไม่เป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้ให้เช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จึงไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมายดังกล่าว สิทธิการเช่านาของจำเลยที่ 3 จึงยังไม่สิ้นสุดตามมาตรา 30 (4) ประกอบกับจำเลยที่ 3 ทำนาในที่ดินพิพาทตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้เข้าใช้ที่ดินของผู้อื่นเพื่อทำนามาแล้วอย่างน้อยหนึ่งฤดูการทำนา ถ้าบุคคลนั้นอ้างว่าตนเป็นผู้เช่านา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า

ได้มีการเช่านากันตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่เจ้าของที่ดินจะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น ตามมาตรา 25 ซึ่งจำเลยที่ 3 ได้ให้การว่าทำนาในที่ดินพิพาทก่อนโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นระยะเวลา 30 ปี ไม่มีบุคคลใดโต้แย้ง จึงได้รับการสันนิษฐานว่าได้มีการเช่านา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากคำให้การของจำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นการวินิจฉัยที่นอกเหนือหรือเกินไปกว่าประเด็นแห่งคดีตามที่โจทก์อ้าง ดังนั้น เมื่อก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยการบอกเลิกการเช่านา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แม้โจทก์จะมิได้นำสืบหรือ นำหลักฐานเกี่ยวกับราคาค่าเช่าที่ดินในบริเวณใกล้เคียงมาแสดงหรือนำสืบต่อศาล แต่ราคาที่โจทก์เรียกร้องเป็นราคาที่เหมาะสมแล้วนั้น ข้อนี้เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยและกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์สมควรแก่กรณีและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช · นพพร โพธิรังสิยากร · ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
Lower court
ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายไชยรัตน์ บุตรแพ
ศาลอุทธรณ์ - นายวีระชัย เมธารัตนารักษ์
Supreme Court black case no.
พ.2843/2560
Trial court black case no.
พ1696/2557
Trial court red case no.
พ649/2559
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up