Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5114/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

หนี้ภาษีอากรรายพิพาทเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์เรียกเก็บจากจำเลยที่ 1 และสามี จำเลยที่ 1 และสามีอุทธรณ์การประเมินคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ผ่อนผันลดเงินเพิ่มลงและแจ้งให้จำเลยที่ 1 กับสามีชำระ แต่ก็ไม่ได้ชำระและมิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ทั้งเมื่อถูกฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 1 รับว่าการประเมินถูกต้อง หนี้ภาษีรายพิพาทจึงยุติว่าจำเลยที่ 1 มีเงินได้พึงประเมินและมีรายรับอันจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าร่วมกับสามี เพราะการประเมินรายนี้ถือว่าเป็นเงินได้และรายรับร่วมกัน แม้โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยที่ 1รับผิดฐานไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่จำเลยที่ 1 เคยตกลงยอมชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่พิพาทก็ตามแต่เมื่อภาษีอากรรายพิพาทเป็นภาษีอากรค้าง จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับสามี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา57 ตรี วรรคแรก ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทของสามีจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าภาษีอากรตามฟ้อง แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินจำนวนทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่จำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกนำเงินจากกองมรดกหากมีไปชำระภาษี มิได้หมายความว่าจะต้องเอาเฉพาะมรดกที่เป็นเงินไปชำระภาษีโดยไม่ต้องรับผิดในทรัพย์สินอื่นที่เป็นมรดก เพราะความตอนต้นบ่งชัดแล้วว่าจำเลยที่ 2ในฐานะทายาทต้องชำระหนี้ค่าภาษีอากรตามฟ้อง คำพิพากษาดังกล่าวจึงย่อมบังคับคดีแก่ทรัพย์สินทุกชนิดที่เป็นมรดกของผู้ตาย.

Provisions the court ruled on

ป.รัษฎากร Section 30 ป.รัษฎากร Section 57 ป.พ.พ. Section 1600

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพลตรีเฉลิม คำรพวงศ์ และให้ความยินยอมที่จะชำระหนี้ค่าภาษีทั้งหมดแทนบุคคลดังกล่าว จำเลยที่ 2 เป็นทายาทและเป็นผู้จัดการมรดกของพลตรีเฉลิม ตามคำสั่งศาล เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ออกหมายเรียกเพื่อทำการตรวจสอบไต่สวนการเสียภาษีของพลตรีเฉลิม และจำเลยที่ 1 สำหรับปีภาษี 2516-2518 พบว่าบุคคลดังกล่าวมีรายได้จากการจัดสรรที่ดินขายจำนวน 360 แปลง เป็นเงิน 17 ล้านบาทเศษ อันเป็นการขายที่มุ่งในทางการค้า และยังมีเงินได้จากเงินเดือน โบนัสเบี้ยประชุมอีก ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าปรากฏว่าพลตรีเฉลิม ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้แต่ก็ยื่นขาด

ส่วนภาษีการค้าไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเจ้าพนักงานประเมินจึงได้ทำการประเมินและแจ้งการประเมินให้นำเงินค่าภาษีไปชำระแก่โจทก์ทั้งสิ้น 7,801,738.67 บาท พลตรีเฉลิมได้ถึงแก่กรรม จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทและเป็นผู้จัดการมรดก ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าภาษีดังกล่าวจำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อปี 2519 จำเลยที่ 1 กับพลตรีเฉลิม ได้จดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยากัน จำเลยที่ 1 เป็นแม่บ้าน ไม่มีรายได้ดังที่เจ้าพนักงานกล่าวอ้างและไม่เคยให้ความยินยอมชำระหนี้ค่าภาษีแทนพลตรีเฉลิม จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามฟ้อง ขณะที่พลตรีเฉลิม ถึงแก่กรรมไม่มีทรัพย์สิน ๆเกี่ยวกับเงินได้ของพลตรีเฉลิม

อันได้แก่เงินเดือน เบี้ยประชุมโบนัส นั้น พลตรีเฉลิม ไม่เคยได้รับ หน่วยงานที่จ่ายรับไปเป็นสวัสดิการให้หน่วยงานนั้น และหักภาษี ณ ที่จ่ายส่งให้แก่โจทก์แล้วสำหรับเงินที่ได้จากการขายที่ดินนั้น นางอรสาธัญญะกิจ ได้ติดต่อกับกรมการขนส่งทหารบกขอจัดสรรที่ดินในนามของแผนกสวัสดิการกรมการขนส่งทหารบก โดยนางอรสา เป็นผู้จัดหาที่ดินแล้วโอนใส่ชื่อพลตรีเฉลิม เป็นเจ้าของเพื่อผลในทางความเชื่อถือ พลตรีเฉลิม มิใช่ผู้ค้าที่ดินจึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทของพลตรีเฉลิม ชำระหนี้ค่าภาษีจำนวน 7,801,738.67 บาท แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินจำนวนทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่จำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกนำเงินจากกองมรดกหากมีไปชำระค่าภาษีตามจำนวนดังกล่าวข้างต้นโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า

จำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีการค้ารายนี้หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์อ้างว่าเจ้าพนักงานได้ออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบภาษีทั้งพลตรีเฉลิม และจำเลยที่ 1 และได้ส่งแบบแจ้งการประเมินไปยังพลตรีเฉลิม และจำเลยที่ 1 ซึ่งพลตรีเฉลิม และจำเลยที่ 1 ได้รับทราบแล้ว จึงเป็นหนี้ภาษีอากรค้างชำระ จำเลยที่ 1 ในฐานะภริยาต้องร่วมรับผิดด้วยนั้น เห็นว่า หนี้ภาษีรายนี้เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ประเมินเรียกเก็บจากพลตรีเฉลิม และจำเลยที่ 1พลตรีเฉลิม กับจำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์การประเมิน เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าการประเมินชอบ แต่มีเหตุอันควรผ่อนผันลดเงินเพิ่มลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 และแจ้งให้พลตรีเฉลิม และจำเลยที่ 1 ชำระ แต่ก็ไม่ได้ชำระ และมิได้ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

ย่อมต้องถือว่าการประเมินของเจ้าพนักงานยุติแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิโต้แย้งทั้งเมื่อถูกฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 1 รับว่าการประเมินถูกต้อง หนี้ภาษีรายนี้จึงยุติว่าจำเลยที่ 1 มีเงินได้พึงประเมินและมีรายรับอันจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีการค้าร่วมกับพลตรีเฉลิม เพราะการประเมินรายนี้ ถือว่าเป็นเงินได้และรายรับร่วมกัน แม้โจทก์ไม่ได้ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดฐานไม่ปฏิบัติตามสัญญาดังศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยก็ตามแต่เมื่อภาษีอากรรายพิพาทนี้เป็นภาษีอากรค้าง จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับพลตรีเฉลิม ผู้เป็นสามีตามประมวลรัษฎากรมาตรา 57 ตรี วรรคแรก เมื่อฟังได้เป็นยุติเช่นนี้ จำเลยที่ 1จึงมีหนี้ที่จะต้องชำระภาษีอากรร่วมกับพลตรีเฉลิม ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น

ศาลฎีกาไม่เห็นฟ้องด้วยอุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น และการร่วมรับผิดของจำเลยที่ 1 จะมีตามกฎหมายอื่นหรือไม่ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ประการต่อไปมีว่า ศาลภาษีอากรกลางให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกนำเงินจากกองมรดกหากมี ไปชำระค่าภาษีอากรนั้นมิชอบ เนื่องจากกองมรดกของพลตรีเฉลิม มิได้มีเฉพาะเงิน เห็นว่าศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทของพลตรีเฉลิม ชำระหนี้ค่าภาษีอากรจำนวน 7,801,738.67 บาท แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินจำนวนทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่จำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกนำเงินจากกองมรดกหากมี ไปชำระภาษีตามจำนวนดังกล่าวข้างต้น ข้ออุทธรณ์โจทก์ที่กล่าวมานั้น เห็นว่า เป็นข้อที่ศาลภาษีอากรกลางกล่าวเกินมาเพื่อย้ำให้เห็นว่าถ้าได้รับเงินมรดกมาก็ให้นำไปชำระภาษี

มิได้หมายความว่าจะต้องเอาเฉพาะมรดกที่เป็นเงินไปชำระภาษีโดยไม่ต้องรับผิดในทรัพย์สินอื่นที่เป็นมรดก เพราะข้อความในตอนต้นบ่งชัดแล้วว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทของพลตรีเฉลิม ต้องชำระหนี้ค่าภาษีอากรจำนวน 7,801,738.67 บาทมิได้จำกัดว่าจะบังคับคดีได้เฉพาะตัวเงินแต่อย่างไร คำพิพากษาดังกล่าวโจทก์ย่อมบังคับคดีแก่ทรัพย์สินทุกชนิดที่เป็นมรดกของผู้ตายได้ทุกอย่างอยู่แล้ว จึงไม่จำต้องแก้ไขถ้อยคำแต่อย่างใดพิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดชำระหนี้ค่าภาษีให้โจทก์ 7,801,738.67 บาท นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง.

Matter details

Panel of judges
ก้าน อันนานนท์ · เดชา สุวรรณโณ · อุดม เฟื่องฟุ้ง
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2454/2533

การที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกไปยัง อ. ซึ่ง เป็นผู้ยื่นรายการเสียภาษีเพื่อจะทำการตรวจสอบไต่สวนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของ อ. แต่ ก่อนที่เจ้าพนักงานประเมินจะทำการตรวจสอบไต่สวนเสร็จและแจ้งการประเมิน…

Supreme Court Judgment No. 2656/2567

กำหนดระยะเวลาฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่พอใจคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มาตรา 26 วรรคห้า เป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งที่ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจขยาย…

Supreme Court Judgment No. 4068/2557

ตาม ป.รัษฎากร ไม่มีบทบัญญัติใดห้ามมิให้เจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดใหม่ให้ถูกต้อง โดยเฉพาะการประเมินใหม่โดยยกเลิกการประเมินครั้งก่อน แม้การประเมินที่ผิดพลาดดังกล่าวจะอยู่ระหว่างการพิจาร…

Supreme Court Judgment No. 3322/2554

หนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาระบุปีภาษี รายละเอียดแสดงการคำนวณภาษี ภาษีที่ต้องชำระ เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ทั้งแสดงเหตุผลที่ประเมินไว้ท้ายหนังสือดังกล่าว สำหรับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูล…

Supreme Court Judgment, B.E. 2534 (ref. 18288)

บทบัญญัติของมาตรา 21 และ 25 แห่งประมวลรัษฎากรอันเป็นบทบัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน กฎหมายมิได้กำหนดเป็นเด็ดขาดว่า ถ้าไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกจะต้องห้ามอุทธรณ์ในทุกกรณี แต่จะต้องห้ามอุทธรณ์ก็ต่อเมื่…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up