Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 512/2506

พ.ศ. 2506 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

(1) ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งและมอบอำาจจากผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิได้จดทะเบียให้เป็นผู้ชำระบัญชีและนำคดีขึ้นสู่ศาลนั้น ย่อมมีอำนาจฟ้องผู้ที่เป็นหุ้นส่วนได้เช่นเดียวกับผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของรวมให้ฟ้องลูกหนี้ซึ่งต้องรับผิดต่อกรรมสิทธิ์รวมแต่ละคนซึ่งมีหนี้โดยเฉพาะตัวได้ (2) เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนเลิกกัน ผู้ถือหุ้นแต่ละคนมีสิทธิที่จะได้รับส่วนแบ่งและจะให้มีการแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้กันตามหลักในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341, 342 โจทก์ก็ยังไม่ได้ทำบัญชีงบดุลอย่างใด และโจทก์ยังแสดงไม่ได้ว่า จำเลยเป็นลูกหนี้ของห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ โจทก์ยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 37/2505)

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกได้ก่อตั้งบริษัทสหการแพทย์ แต่ไม่บรรลุผลคงดำเนินกิจการต่อมาในนามของสหการแพทย์สถาน แล้วศาลฎีกาได้พิพากษาว่า กิจการนั้นเป็นกิจการห้างหุ้นส่วนสามัญตามสำนวนคดีแดงที่ ๑๔๐๒/๒๔๙๒ ต่อมาผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตกลงเลิกกิจการ และตั้ง ม.ร.ว. ทองแท่งเป็นผู้ชำระบัญชี แต่ได้ลาออกไปจึงตั้งนายมาลาแทน ปรากฏจากการชำระบัญชีว่าจำเลยเบิกเงินหรือยืมเงินของห้างหุ้นส่วนไป ๕๓๔,๓๘๕.๑๕ บาท นายมาลาจึงฟ้องเรียกคืน ศาลฎีกาพิจารณายกฟ้อง เพราะไม่ได้รับมอบอำนาจจากผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมด และนายมาลาจะเป็นผู้ชำระบัญชีไม่ได้ ต่อมาหุ้นส่วนทุกคนได้ประชุมลงมติตั้งโจทก์เป็นผู้ชำระบัญชีและมอบอำนาจให้ทวงหนี้และฟ้องคดี จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ย

จำเลยให้การรับบางข้อ ปฏิเสธบางประการ แล้วฟ้องแย้งหลายประการ ศาลแพ่งไม่รับฟ้องแย้ง

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน เมื่อศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาแล้วก็นัดชี้แล้วนัดพร้อม และสั่งงดสืบพยาน แล้วพิพากษายกฟ้อง อ้างว่าไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกให้ดำเนินการพิจารณาและพิพากษาต่อไป

จำเลยฎีกา ศาลฎีกาประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า การที่ผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญมิได้จดทะเบียน ได้ตั้งผู้ชำระบัญชีมอบอำนาจให้นำคดีขึ้นสู่ศาลได้นั้น ก็เหมือนกับเจ้าของรวมมอบอำนาจฟ้องร้องว่ากล่าวเอากับลูกหนี้ซึ่งจะต้องรับผิดต่อทรัพย์อันเป็นกรรมสิทธิ์รวมนั้น ตัวแทนผู้รับมอบอำนาจย่อมใช้สิทธิของเจ้าของรวมเรียกร้องเอาจากเจ้าของรวมแต่ละคนซึ่งมีหนี้โดยเฉพาะตัวได้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลย

ปัญหาต่อไปที่ว่าจำเลยได้เป็นลูกหนี้ของห้างหุ้นส่วนสามัญนี้หรือไม่ นั้น ก็ได้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยเบิกหรือยืมเงินของห้างหุ้นส่วนสามัญไป จำเลยต่อสู้ว่า เงินนี้เป็นเงินกำไรส่วนของจำเลย เมื่อเลิกแล้วยังมีกำไร ๑ ล้านบาท จำเลยมีส่วนได้อยู่ไม่น้อยกว่า ๗ แสนบาท ในรายงานพิจารณาของศาลแพ่งปรากฏว่า โจทก์ยังไม่สามารถที่จะแถลงยืนยันว่าขณะนี้ ห้างหุ้นส่วนรายนี้ไม่มีเจ้าหนี้ใช่หรือไม่ และเมื่อเลิกห้าง ห้างมีกำไรประมาณหนึ่งล้านบาท พฤติการณ์แห่งคดีโจทก์เป็นดังนี้ เห็นว่าขณะฟ้องจำเลยนี้ โจทก์ยังยืนยันไม่ได้ว่าจำเลยได้เป็นลูกหนี้ของห้างหุ้นส่วนสามัญ เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๔๑ วรรคแรกได้บัญญัติไว้ว่า

"ถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยหักกลบลบกันได้เพียงเท่าที่จำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น เว้นแต่สภาพแห่งหนี้ฝ่ายหนึ่งจะไม่เปิดช่องให้หักกลบลบกันได้"

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกัน ผู้ถือหุ้นแต่ละคนต่างก็มีสิทธิที่จะได้รับส่วนแบ่งจากทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนตามส่วนแห่งจำนวนที่ตนถือหุ้นอยู่ ส่วนของจำเลยที่มีสิทธิได้รับแบ่งจากห้างหุ้นส่วนและหนี้ที่โจทก์ฟ้องเรียกก็มีวัตถุเป็นเงินอย่างเดียวกัน และมาตรา ๓๔๒ วรรคแรก ก็ได้บัญญัติไว้ว่า "หักกลบลบหนี้นั้น ทำได้ด้วยคู่กรณีฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง การแสดงเจตนาเช่นนี้จะมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาเริ่มต้นหรือเวลาสิ้นสุดอีกด้วยหาได้ไม่" และในวรรคสองก็ได้บัญญัติไว้ว่า "การแสดงเจตาดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านว่ามีผลย้อนหลังขึ้นไปจนถึงเวลาซึ่งหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้นอาจหักกลบลบกันได้เป็นครั้งแรก" ตามฟ้อง

คำให้การจำเลยและคำแถลงของคู่ความดังกล่าว เห็นได้ว่าจำเลยก็มีสิทธิอยู่ในเงินจำนวนหนึ่ง อันเป็นส่วนของจำเลยตามจำนวนหุ้น จากการแบ่งทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนที่เลิกกันนั้น หนี้ที่โจทก์อ้างว่าเบิกไปจากห้างหุ้นส่วนก็เป็นการกระทำในกิจการของห้างหุ้นส่วน คือการที่ห้างหุ้นส่วนจ่ายกำไรไปให้แก่หุ้นส่วนโดยยังไม่ได้คิดบัญชีกัน คดีนี้จำเลยได้แสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ของจำเลยที่มีอยู่ตามกฎหมายดังได้กล่าวมา เมื่อได้มีการเลิกห้างหุ้นส่วนและตั้งผู้ชำระบัญชีขึ้นแล้ว ก็ยังไม่ปรากฏได้ว่าทำบัญชีงบดุลขึ้นแต่อย่างใด ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่จึงเห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ในคดีนี้ ประกอบกับคำให้การและถ้อยแถลงในคดี โจทก์ยังแสดงไม่ได้ว่าจำเลยได้เป็นลูกหนี้ของห้างหุ้นส่วนนี้ โจทก์ยังไม่มีสิทธินำคดีขึ้นฟ้องขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระเงินตามฟ้อง

Result

จึงพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิที่โจทก์จะนำคดีขึ้นฟ้องใหม่เมื่อมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าเมื่อหักกลบลบหนี้แล้วจำเลยยังเป็นหนี้อยู่ ฯลฯ

Matter details

Panel of judges
ประมูล สุวรรณศร · ยง เหลืองรังษี · เสนอ บุณยเกียรติ
Lower court
ศาลแพ่ง - หลวงวิชัยนิตินาท
ศาลอุทธรณ์ - หลวงศรีสัตยารักษ์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 319/2568

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 เป็นกฎหมายที่มีลักษณะเป็นวิธีสบัญญัติ แม้จะมีบทบัญญัติกล่าวถึงการหักกลบลบหนี้ไว้ก็เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ทั่วไปใน ป.พ.พ. ว่าด้วยหักกลบลบหนี้ มาตรา 341 ถึงมาตรา 348…

Supreme Court Judgment No. 3729/2552

เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสืออายัดเงินค่าปรับและเงินชดเชยงานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ โดยห้ามมิให้ผู้ร้องจำหน่ายจ่ายโอนเงินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นใด แต่ให้จัดส่งเงินดังกล่าวไปให้เจ้าพ…

Supreme Court Judgment No. 1144/2545

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นสมาชิกของโจทก์ได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์และนำที่ดินมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน ต่อมาจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์ รับว่าเป็นหนี้เงินกู้กับหนี้ค่าเครื่องอุปโภคบริโภค และจำเลยไม่ชำ…

Supreme Court Judgment No. 2166/2544

โจทก์ที่ 2 มิได้ร่วมลงทุนกับผู้อื่นซื้อที่ดิน เงินที่โจทก์ที่ 2ได้รับ 48,000,000 บาท เนื่องจากผู้ขายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเป็นของโจทก์ที่ 2 แต่ผู้เดียว เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 4…

Supreme Court Judgment No. 1748/2540

จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าภาษีอากรจากการประเมินของโจทก์ซึ่งถึงที่สุดแล้วเป็นจำนวนเงิน 3,094,123.24 บาท ต่อมาโจทก์ตรวจพบและทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาเป็นเงินประมาณ384,610 บาท ซึ่…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up