Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5417/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ผู้ให้เช่าคืนเงินประกันค่าเสียหายจากการใช้สถานที่เช่าเนื่องจากภายหลังครบกำหนดเวลาสัญญาเช่า โจทก์ผู้เช่าได้รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาออกจากที่เช่าเรียบร้อยแล้ว จำเลยที่ 1 ให้การว่าเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าโจทก์มิได้รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงเหล็กออกจากที่เช่า แต่กลับขอต่อสัญญาเช่าออกไปอีก 3 เดือน โดยให้จำเลยที่ 1 หักเงินประกันดังกล่าวเป็นค่าเช่า ซึ่งเป็นคำให้การที่ปฏิเสธข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องโจทก์โดยชัดแจ้งว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าไม่รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงเหล็ก คดีจึงมีประเด็นพิพาทที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าไม่รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลทำให้เกิดข้อแพ้ชนะในคดี และจะต้องวินิจฉัยก่อนประเด็นข้ออื่น ส่วนคำให้การที่ว่าโจทก์ขอต่อสัญญาเช่าออกไปอีก 3 เดือน เป็นข้อต่อสู้ที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างนอกเหนือไปจากข้ออ้าง ที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องของโจทก์ เพราะหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ผิดสัญญาเช่าแล้ว คดีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ต่อไป เนื่องจากเป็นข้ออ้างที่เกินเลยไปจากข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประเด็นว่าโจทก์ได้ต่อระยะเวลาการเช่าออกไปอีก 3 เดือน โดยไม่ได้วินิจฉัยประเด็นที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงย่อมไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาเมื่อจำเลยที่ 1 ยกขึ้นฎีกาต่อมา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวไปโดยไม่ย้อนสำนวน ส่วนที่จำเลยที่ 1 ให้การว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิหักเงินประกันเป็นค่าปรับรายวันนั้น จำเลยที่ 1 ได้แสดงมาโดยชัดแจ้งในคำให้การเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัย หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงเหล็กแล้ว

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าหน้าอาคารตึกแถวชั้น 2 ถึงชั้น 4 เลขที่ 2777, 2779, 1295, 1291, 1291/1, 1293 และ 1293/1 จากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาสินค้า นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2531 เป็นต้นไป และได้มีการต่ออายุสัญญาเช่ากันเรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2536 โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำบันทึกแนบท้ายสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2535 เพื่อต่อระยะเวลาเช่าตามสัญญาเช่าดังกล่าวไปอีกมีกำหนด 6 เดือน โดยจะครบกำหนดระยะเช่าในวันที่ 31 มีนาคม 2537 และโจทก์จะชำระค่าเช่าเดือนละ 125,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้ถือว่าบันทึกข้อตกลงต่อสัญญาเช่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2536 ซึ่งโจทก์ได้มอบเงิน 300,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยึดถือไว้เป็นประกันค่าเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้สถานที่เช่า

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงว่าจะคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าและโจทก์ได้รื้อถอนป้ายโฆษณาออกไปเรียบร้อยแล้วโดยมิได้ค้างชำระเงินใดๆ หรือมิได้ทำความเสียหายแก่สถานที่เช่าหรือผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่งตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 และหมายเลข 8 เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าวันที่ 31 มีนาคม 2537 โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะเช่าสถานที่เช่าดังกล่าวอีกพร้อมกับได้รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณากับโครงเหล็กออกไปแล้วตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 มีนาคม 2537 แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่คืนเงินประกัน 300,000 บาท ให้โจทก์ โจทก์ทวงถามจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลายครั้งแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉย จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2537 เป็นต้นไป คิดเป็นดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง 163,750 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 463,750 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 463,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 และทำสัญญาเช่ากับโจทก์ในนามของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว จำเลยทั้งสองไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินประกันให้โจทก์ตามฟ้อง เพราะเมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่าในวันที่ 31 มีนาคม 2537 แล้ว โจทก์มิได้รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาดังกล่าวออกจากสถานที่เช่า แต่โจทก์เจรจาขอต่อสัญญาเช่าไป 3 เดือน โดยตกลงให้จำเลยที่ 1 หักค่าเช่าจากเงินประกันดังกล่าว และเมื่อครบกำหนดแล้ว

โจทก์ก็ยังไม่รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาดังกล่าวออกไปตามสัญญาเช่า จำเลยทั้งสองแจ้งให้โจทก์ทำการรื้อถอนแล้ว โจทก์จึงรื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาเท่านั้น แต่ไม่รื้อถอนโครงสร้างเหล็กออกไปจนถึงปัจจุบัน โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาการที่โจทก์ไม่รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาดังกล่าวออกเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าตามเอกสารท้ายฟ้องเอกสารหมายเลข 7 และหมายเลข 8 ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิปรับโจทก์รายวัน วันละ 4,000 บาท จนกว่าจะรื้อถอน หากคำนวณค่าปรับเพียง 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า ค่าปรับก็มากกว่า 800,000 บาท จำเลยที่ 1 เห็นว่ามีเงินประกันอยู่จำนวน 300,000 บาท จึงนำไปหักชำระค่าเช่าทั้งหมดนับแต่เดือนเมษายน 2537 โดยมิได้ฟ้องร้องค่าปรับจากโจทก์อีก โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินประกันคืนจากจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 163,750 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 3,000 บาท จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยในประเด็นที่ว่า โจทก์ผิดสัญญาไม่ยอมรื้อถอนป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาดังกล่าวออกไปจากที่เช่าเมื่อครบกำหนดสัญญาในวันที่ 31 มีนาคม 2537 เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินประกันค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้สถานที่เช่า โดยอ้างว่าภายหลังครบกำหนดเวลาสัญญาเช่าเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2537 โจทก์ได้รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาออกจากที่เช่าเรียบร้อยแล้ว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องคืนเงินประกัน 300,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การในตอนแรกว่า เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าในวันที่ 31 มีนาคม 2537 โจกท์มิได้รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาออกจากที่เช่า แต่กลับขอต่อสัญญาเช่าออกไปอีก 3 เดือน โดยให้จำเลยที่ 1 หักเงินประกันจำนวนดังกล่าวเป็นค่าเช่า

คำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นคำให้การที่ ปฏิเสธข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์โดยชัดแจ้งว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าไม่รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาออกจากที่เช่าเมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่าในวันที่ 31 มีนาคม 2537 คดีจึงมีประเด็นพิพาทที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าไม่รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาออกจากที่เช่าเมื่อครบกำหนดเวลาเช่าในวันที่ 31 มีนาคม 2537 หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลทำให้เกิดข้อแพ้ชนะในคดีและจะต้องวินิจฉัยก่อนประเด็นข้ออื่น ส่วนคำให้การของจำเลยที่ 1 ในตอนหลังที่อ้างว่า โจทก์เจรจาขอต่อกำหนดเวลาเช่าออกไปอีก 3 เดือน

นับแต่วันครบกำหนดสัญญาเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2537 โดยยอมให้จำเลยที่ 1 หักเงินค่าเช่าจากโจทก์ที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ไว้เป็นประกันนั้น เป็นข้อต่อสู้ที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างนอกเหนือไปจากข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องของโจทก์ และหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ผิดสัญญาเช่าไม่รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาออกจากที่เช่า เมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่าในวันที่ 31 มีนาคม 2537 แล้ว คดีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ต่อไป เพราะเป็นข้ออ้างที่เกินเลยไปจากข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ ส่วนคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิหักเงินประกันชำระเป้นค่าปรับรายวัน วันละ 4,000 บาทนั้น

จำเลยที่ 1 ได้แสดงมาโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าการที่โจทก์ไม่รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาดังกล่าวออกเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 และหมายเลข 8 จำเลยที่ 1 มีสิทธิปรับโจทก์รายวัน วันละ 4,000 บาท จนกว่าโจทก์จะรื้อถอน หากคำนวณค่าปรับเพียง 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าก็มากกว่า 800,000 บาท เกินกว่าเงินประกัน 300,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องคืนเงินประกันจำนวนดังกล่าวให้โจทก์ จึงเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัย หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ผิดสัญญาไม่รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งป้ายโฆษณาออกจากที่เช่าเมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่าในวันที่ 31 มีนาคม 2537 การที่ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประเด็นที่ว่าโจทก์ได้ต่อระยะเวลาการเช่าออกไปอีก 3 เดือน

นับแต่วันครบกำหนดสัญญาเช่าในวันที่ 31 มีนาคม 2537 หรือไม่ โดยไม่วินิจฉัยประเด็นที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าหรือไม่ เพราะทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ย่อมไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น เมื่อจำเลยที่ 1 ยกขึ้นฎีกาต่อมา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวไปโดยไม่ย้อนสำนวน ในประเด็นที่ว่า เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าในวันที่ 31 มีนาคม 2537 โจทก์ได้รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาออกจากที่เช่าแล้วหรือไม่ เห็นว่า นางรัตนา ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสของโจทก์เบิกความว่า โจทก์ได้ว่าจ้างบริษัทเอ็น.แอด จำกัด ดำเนินการติดตั้งและรื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาในสถานที่เช่าตามสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย

จ.20 ขัดแย้งกับคำของนางสุทธินี กรรมการผู้จัดการบริษัทเอ็น. แอด จำกัด ที่เบิกความว่า เอกสารหมาย จ.20 เป็นใบเสร็จรับเงินเฉพาะค่าผ้าใบที่ทำเป็นแผ่นป้ายโฆษณามิได้รวมถึงค่ารื้อถอนแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่โครงสร้างที่ติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาดังกล่าวมีขนาดใหญ่น้ำหนักมาก และเชื่อมต่อติดกับผนังของอาคารตึกแถว การรื้อถอนเห็นได้ชัดว่าต้องมีค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนจำนวนมาก แต่โจทก์ก็ไม่มีหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน ทั้งหากโจทก์รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาออกจากที่เช่าเรียบร้อยแล้วก็น่าเชื่อว่าโจทก์จะเรียกร้องเงินประกัน 300,000 บาท คืนจากจำเลยที่ 1 มิใช่ปล่อยเวลาล่วงเลยไปแล้วถึง 7 ปีเศษ หลังจากเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงไปแล้วเพิ่งมาเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 คำเบิกความของนางรัตนากับนางสุทธินีพยานโจทก์ที่ว่าได้มีการรื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาออกจากที่เช่าเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดในวันที่ 31 มีนาคม 2537 นั้น จึงเป็นคำเบิกความกล่าวอ้างอย่างลอยๆ

ไม่น่าเชื่อถือแม้โครงสร้างเหล็กที่ติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาตามภาพถ่ายหมาย ล.1 จะมีขนาดสูงกว่าอาคารและตึกแถวซึ่งผิดไปจากรูปแบบแนบท้ายสัญญาเช่า แต่ก็เชื่อว่าผู้เช่ารายใหม่ที่จำเลยที่ 1 ให้เช่าได้ต่อเติมไปจากโครงสร้างเดิมที่โจทก์ไม่ยอมรื้อถอนออกไปตามสัญญาเช่าดังคำของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 นางพัลลภา และคุณหญิงกานดา พยานจำเลยที่เบิกความยืนยันต่อศาล พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า เมื่อครบกำหนดสัญาเช่าในวันที่ 31 มีนาคม 2537 โจทก์ได้รื้อถอนแผ่นป้ายโฆษณาและโครงสร้างเหล็กสำหรับติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาออกจากที่เช่า จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิปรับโจทก์เป็นรายวัน วันละ 4,000 บาท ตมสัญญาเช่าจนกว่าโจทก์จะรื้อถอนออกไปจากที่เช่า

การที่โจทก์มิได้รื้อถอนและปล่อยปละละเลยตลอดมา ลำพังเงินค่าประกันที่โจทก์มอบให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้ยังไม่เพียงพอชำระค่าปรับดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินประกันดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินประกันแก่โจทก์ตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นเช่นกัน เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาที่ว่าโจทก์ขอต่อกำหนดเวลาเช่าออกไปอีก 3 เดือน นับแต่วันครบกำหนดสัญญาเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2537 โดยยอมให้จำเลยที่ 1 หักเงินค่าเช่าจากเงินที่โจทก์มอบให้จำเลยที่ 1 ไว้เป็นประกันหรือไม่ ย่อมไม่เป็นสาระแก่คดี จึงไม่จำต้องวินิจฉัย"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
มนตรี ยอดปัญญา · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1645/2538

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีหน้าที่จะต้องชำระค่าระวางเรือค่าเรือเสียเวลา ค่านายหน้า และค่าป่วยการต่าง ๆ ตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าเรือทั้งสิ้นเท่าไร จำเลยได้ชำระให้โจทก์แล้วเป็นเงินเท่าไร และยังคงต้อ…

Supreme Court Judgment No. 753/2537

ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดประเด็นว่าโจทก์เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยอันจะถือว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือไม่ไว้ในชั้นชี้สองสถาน ซึ่งจำเลยได้โต้แย้งคัดค้านและอุทธรณ์คัดค้านต่อศาลอุทธรณ์แล้ว เมื่อจ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2520 (ref. 37604)

โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้อง หมายเรียกจำเลยแก้คดี ดังนี้ เป็นการสั่งรับฟ้องคดีส่วนอาญาและส่วนแพ่งแล้ว ไม่จำต้องสั่งรับฟ้องส่วนแพ่…

Supreme Court Judgment, B.E. 2520 (ref. 108517)

โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้อง หมายเรียกจำเลยแก้คดี ดังนี้ เป็นการสั่งรับฟ้องคดีส่วนอาญาและส่วนแพ่งแล้ว ไม่จำต้องสั่งรับฟ้องส่วนแพ่…

Supreme Court Judgment No. 892/2486

สัญญาค้ำประกันไม่จำต้องระบุสถานที่ทำและไม่ต้องมีชื่อพยานและผู้เขียน ค้ำประกันหนี้ไนอนาคตและไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ เจ้าหนี้ผ่อนไห้ลูกหนี้ชำระเปนงวด ๆ และไห้หาประกันมาไหม่อีกได้ไม่ทำไห้ผู้ค้ำประกันเดิมห…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up