Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5529/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่9923 เป็นของโจทก์ แต่ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 9927 ศาลจะบังคับคดีได้หรือไม่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาก่อนศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยให้ โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 273จำเลยก็ให้การยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว แม้โจทก์อ้างเลขที่ของโฉนดที่ดินพิพาทผิดไป แต่การบังคับคดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาทก็แน่นอนว่าเป็นที่ดินแปลงใด การบังคับคดีจึงย่อมกระทำได้ ไม่ถือว่าเป็นการเกินคำขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับนายน้อย ติ่งทอง และนายบุญติ่งทอง จำเลยทั้งห้าเป็นบุตรของนายน้อยซึ่งตายเมื่อประมาณปี ๒๕๐๙ ก่อนตาย นายน้อย โจทก์และนายบุญ มีสิทธิครอบครองที่ดินร่วมกัน ๑ แปลง ตาม ส.ค.๑ เลขที่ ๒๗๓ ซึ่งปัจจุบันคือที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๙๒๓ ตำบลนาคำ อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร เนื้อที่ ๒๔ ไร่เศษ มีชื่อนายน้อยเป็นเจ้าของ เมื่อปี ๒๕๐๒ นายน้อย โจทก์ และนายบุญได้แบ่งที่ดินดังกล่าวออกเป็น ๓ ส่วน ให้นายน้อยได้ทางด้านทิศเหนือ เนื้อที่ ๑๒ ไร่เศษ ให้โจทก์และนายบุญได้ทางด้านทิศใต้คนละ ๖ ไร่เศษ ในวันแบ่งที่ดินกันนั้นนายบุญได้ขายส่วนของนายบุญให้แก่โจทก์ หลังจากนั้นโจทก์ได้ครอบครองทำกินในส่วนของโจทก์ดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผย

ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จำเลยทั้งห้าไม่เคยเกี่ยวข้องต่อมาปี ๒๕๐๘ โจทก์ให้นายน้อยไปขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวทั้งแปลง เนื่องจากชื่อใน ส.ค.๑เป็นชื่อของนายน้อย ตกลงกันว่านายน้อยจะจดทะเบียนโอนโฉนดแบ่งแยกให้โจทก์ในภายหลัง แต่นายน้อยตายเสียก่อน ปี ๒๕๑๘ จำเลยที่ ๑ ไปขอรับโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๙๒๓ และโอนเป็นของจำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ โดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์ทราบเมื่อปี ๒๕๒๓ โจทก์ขอให้จำเลยทั้งห้าจดทะเบียนโอนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ แต่จำเลยทั้งห้าปฏิเสธ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๙๒๓ ตามฟ้องด้านทิศใต้จำนวน ๑๒ ไร่เศษเป็นของโจทก์ ให้จำเลยร่วมกันไปจดทะเบียนโอนแบ่งแยกให้โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ห้ามจำเลยทั้งห้าและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง

จำเลยทั้งห้าให้การว่า ที่ดินพิพาทตาม ส.ค.๑ เลขที่ ๒๗๓ หรือโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๙๒๓ ตำบลนาคำ อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร เป็นของนายน้อยบิดาจำเลยทั้งห้าแต่เพียงผู้เดียว นายน้อยไม่เคยแบ่งให้โจทก์และนายบุญ นายน้อยและจำเลยทั้งห้าครอบครองทำกินตลอดมา เมื่อนายน้อยตาย จำเลยทั้งห้าก็ครอบครองร่วมกันตลอดมา โจทก์ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๑๒ ไร่ อันเป็นที่ดินส่วนทางทิศใต้ในที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๙๙๒๓ (ความจริงคือโฉนดเลขที่ ๙๙๒๗) ตำบลนาคำ อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัด-อุบลราชธานี (ปัจจุบันจังหวัดยโสธร) เป็นของโจทก์กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันไปจดทะเบียนโอนแบ่งให้โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งห้า

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ประมาณ ๑๒ ไร่ เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๙๒๗ ตำบลนาคำอำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร มีชื่อนายน้อยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยที่ดินพิพาทอยู่ทางทิศใต้ของที่ดินโฉนดดังกล่าว เมื่อนายน้อยตายจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นบุตรนายน้อยได้จดทะเบียนรับมรดกที่ดินโฉนดดังกล่าวเป็นของตน ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้ามีว่า โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๙๒๓ เป็นของโจทก์เนื้อที่ ๑๒ ไร่ แต่ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินโฉนดเลขที่๙๙๒๗ ศาลจะบังคับคดีได้หรือไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยทั้งห้าจะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาก่อน

ศาลฎีกาก็เห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินตาม ส.ค.๑ เลขที่ ๒๗๓จำเลยทั้งห้าก็ให้การยอมรับข้อเท็จจริงนี้ แม้โจทก์จะอ้างเลขที่ของโฉนดที่ดินพิพาทผิดไป แต่การบังคับคดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาทก็แน่นอนว่าเป็นที่ดินแปลงใด การบังคับคดีจึงย่อมกระทำได้ ไม่ถือว่าเป็นการเกินคำขอตามประมวลฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒

Result

พิพากษายืน.

Matter details

Panel of judges
อัมพร ทองประยูร · เจริญ นิลเอสงฆ์ · ก้าน อันนานนท์
Lower court
ศาลจังหวัดยโสธร - นางสาวมณฑิรา จำนงค์
ศาลอุทธรณ์ - นายวิบูลย์ มีอาสา
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 191/2538

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า (1) ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ (2) โจทก์หรือจำเลยทั้งหกเป็นฝ่ายผิดสัญญา (3) โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6มอบโฉนดที่ดิ…

Supreme Court Judgment No. 807/2533

โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์คันเกิดเหตุซึ่งได้เอาประกันภัยค้ำจุนไว้กับจำเลยเท่านั้นจึงเป็นการกล่าวอ้างว่า โจทก์มีส่วนได้เสียในรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อ…

Supreme Court Judgment No. 3587/2531

ที่ดินที่พลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2) แม้โจทก์จะเสียภาษีบำรุงท้องที่ก็ไม่ได้สิทธิครอบครอง โจทก์บรรยายฟ้องยืนยันว่า ที่พิพาทไม่ใช่ที่สาธารณะไม…

Supreme Court Judgment No. 2369/2526

แม้ฟ้องโจทก์จะระบุว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ตึกแถวเลขที่ 60 แขวงสัมพันธวงศ์เขตสัมพันธวงศ์ แต่บรรยายฟ้องว่าตึกแถวเลขที่ 60 ที่พิพาทอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3389 แขวงจักรวรรดิ์ เขตสัมพันธ์วงศ์ ซึ่งต่างแขว…

Supreme Court Judgment, B.E. 2500 (ref. 38298)

การนับอายุความ 1 ปี เรื่องละเมิดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ต้องเริ่มนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ว่าใครควรรับผิดอย่างใด เมื่อมาฟ้องคดีเกินกว่าหนึ่งปี นับแต่ได้ทราบเรื่อง ก็ขาดอายุความ (ฎีกา…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up