คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้
โจทก์ฟ้อง
จำเลยให้การรับสารภาพ ฟังได้ว่าจำเลยได้บังอาจปีนรั้วเข้าไปในโรงเรียนวัดบพิตรพิมุขในเวลากลางคืนแล้วเข้าไปลักทรัพย์ของนายนวมไปรวมราคา 970 บาท แต่จำเลยกระทำไปไม่ตลอด จึงถูกจับเสียก่อน ขอให้ลงโทษและกักกันจำเลยศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 364, 365, 335, 80, 41 ให้ลงโทษตามมาตรา 365 ซึ่งเป็นบทหนัก โดยให้จำคุกจำเลย 1 ปี ลดฐานจำเลยให้การรับสารภาพกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย 6 เดือน เมื่อพ้นโทษจำคุกแล้วให้ส่งตัวไปกักกันมีกำหนด 3 ปีจำเลยอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าไม่กักกันจำเลย
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกาขอให้กักกันจำเลยศาลฎีกาเห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานบุกรุกและพยายามลักทรัพย์ด้วยก็ตาม แต่การลงโทษจำเลย ศาลลงโทษฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เพียงมาตราเดียวเท่านั้น เช่นนี้จะถือว่าเป็นการลงโทษฐานพยายามลักทรัพย์ควบไปด้วยไม่ได้เพราะการตีความในคดีอาญาต้องตีความตามตัวบทโดยเคร่งครัด และให้เป็นผลดีแก่จำเลย เมื่อเช่นนี้ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ถูกศาลพิพากษาลงโทษในความผิดตามที่ระบุไว้ตามฎีกาโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่กักกันจำเลยนั้นชอบแล้ว
Result
พิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์