Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 6889/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นสินสมรสของจำเลยกับนาง ท. ซึ่งการนำไปจำนองแก่ผู้ร้องเป็นการจัดการสินสมรสที่นาง ท. กับจำเลยต้องจัดการร่วมกัน หรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476(1) แม้จะฟังว่านาง ท. จำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทแก่ผู้ร้องโดยมิได้รับความยินยอมจากจำเลยผู้เป็นสามีก็ตาม แต่ผลก็คือจำเลยอาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมจำนองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 แต่ตราบใดที่ศาลยังมิได้เพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทระหว่างนาง ท.กับผู้ร้องย่อมมีผลผูกพันกันตามกฎหมาย เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ฟ้องคดีต่อศาลขอให้เพิกถอนการจำนอง ผู้ร้องจึงชอบที่จะได้เงินจากการขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทในส่วนที่เป็นของจำเลยด้วย โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนอง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 กำหนดให้ศาลต้องสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ว่าคู่ความจะมีคำขอหรือไม่ แม้จะให้เป็นพับกันไปก็ตาม ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็มิได้แก้ไขในเรื่องนี้ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 48846 ตำบลเหมืองง่า อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 11/1 หมู่ที่ 7 ตำบลเหมืองง่าอำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ซึ่งมีชื่อนางทองม้วน สุภาวงศ์ ภริยาจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์มาเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า นางทองม้วน สุภาวงศ์ ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทประกันหนี้เงินกู้ไว้แก่ผู้ร้องเป็นเงินจำนวน 1,500,000 บาท วันที่ 7 มิถุนายน 2537 นางทองม้วนเป็นหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอยู่1,921,141.24 บาท และต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองของนางทองม้วนจึงชอบที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญ ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องมีสิทธิรับเงินจากการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทก่อนเจ้าหนี้อื่นโจทก์คัดค้านว่า ทรัพย์สินที่โจทก์ยึดไว้เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับนางทองม้วนที่ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างเป็นสามีภริยานางทองม้วนกู้เบิกเงินเกินบัญชีและจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันไว้กับผู้ร้อง จำเลยไม่ได้ให้ความยินยอมและรู้เห็นแต่อย่างใด นางทองม้วนจึงต้องรับผิดต่อผู้ร้องเพียงเฉพาะส่วนของนางทองม้วน ผู้ร้องจึงมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินพิพาทเพียงครึ่งหนึ่ง ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินพิพาทเพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเท่านั้น ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2536 นางทองม้วน สุภาวงศ์ ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารผู้ร้องสาขาลำพูนจำนวนเงิน 1,800,000 บาท ตามเอกสารหมาย ร.3 และ ร.4 จำเลยได้ทำหนังสือให้ความยินยอมแก่นางทองม้วน คู่สมรสของจำเลยทำนิติกรรมสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีวงเงิน 1,800,000 บาท กับผู้ร้อง ตามหนังสือยินยอมเอกสารหมาย ร.5 และในวันเดียวกันนั้นนางทองม้วนได้จดทะเบียนจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสของนางทองม้วนกับจำเลยไว้แก่ผู้ร้อง เพื่อประกันหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีตามเอกสารหมาย ร.6 และ ร.7 ต่อมาโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา มีปัญหาวินิจฉัยว่าผู้ร้องชอบที่จะได้เงินจากการขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองได้เพียงใด

ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยกับนางทองม้วนได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2536 หลังจากที่หย่าแล้วนางทองม้วนจึงได้ไปทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและจดทะเบียนจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทไว้แก่ผู้ร้อง การจำนองจึงไม่ผูกพันจำเลยนั้น เห็นว่าโจทก์มิได้ยกข้อดังกล่าวขึ้นคัดค้านให้เป็นประเด็นข้อพิพาทในศาลชั้นต้น จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 และมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยมิได้ให้ความยินยอมแก่นางทองม้วนในการจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทแก่ผู้ร้องนั้น

เห็นว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นสินสมรสของจำเลยกับนางทองม้วนซึ่งการนำไปจำนองแก่ผู้ร้องเป็นการจัดการสินสมรส นางทองม้วนกับจำเลยต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1476(1) แม้จะฟังว่านางทองม้วนจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทแก่ผู้ร้องโดยมิได้รับความยินยอมจากจำเลยผู้เป็นสามีตามที่โจทก์กล่าวอ้างก็ตาม แต่ผลก็คือจำเลยซึ่งเป็นสามีของนางทองม้วนอาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมจำนองได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 แต่ตราบใดที่ศาลยังมิได้เพิกถอนสัญญาจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทระหว่างนางทองม้วนกับผู้ร้องย่อมมีผลผูกพันกันตามกฎหมาย

เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ฟ้องคดีต่อศาลขอให้เพิกถอนการจำนองผู้ร้องจึงชอบที่จะได้เงินจากการขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทในส่วนที่เป็นของจำเลยด้วย โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นอนึ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 กำหนดให้ศาลต้องสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ว่าคู่ความจะมีคำขอหรือไม่ แม้จะให้เป็นพับกันไปก็ตามปรากฏว่าศาลชั้นต้นมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็มิได้แก้ไขในเรื่องนี้ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ชลอ บุณยเนตร · ระพินทร บรรจงศิลป · บุญอินทร์ ส่งเสริมสกุล
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2566 (ref. 697943)

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 จัดการสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ อันเป็นการอาศัยสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 จัดการสินสมรสโดยไม่…

Supreme Court Judgment No. 7789/2560

แม้จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงเอง และปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวถือกรรมสิทธิ์ แต่เป็นการได้ทรัพย์สินมาในระหว่างสมรส ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ใช้เงินสินส่วนตัวไปซื้อที่ดินดังกล่าวมา…

Supreme Court Judgment No. 10451/2558

โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ พ. และได้ที่ดินพิพาทมาเมื่อปี 2520 อันเป็นเวลาภายหลังที่บรรพ 5 แห่ง ป.พ.พ. ที่ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 ใช้บังคับแล้ว ที่ดินพิพาทจึงไม่เป็นสินบริคณห์แต่เป็นสินสมรสตามบรรพ…

Supreme Court Judgment No. 4071/2558

การที่จำเลยที่ 1 และ ช. ได้ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทมา ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสกับโจทก์ เป็นสินสมรส ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 บัญญัติว่า สามีและภริยาต้องจัดการส…

Supreme Court Judgment No. 1222/2557

คำให้การจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า ที่ดินพิพาทจะเป็นสินสมรสหรือไม่ ไม่ทราบและไม่รับรอง เป็นคำให้การที่ไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบในเรื่องนี้ เมื่อโจทก์ฟ้…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up