คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำเลยเพื่อขายทอดตลาดใช้หนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ยื่นคำร้องขอให้หักเงินที่ขายทอดตลาดใช้หนี้ผู้ร้องโดยอ้างว่าจำเลยค้างชำระค่าภาษีอากร และผู้ร้องไม่อาจบังคับเอาแก่จำเลยได้ตามประมวลรัษฎากร เพราะจำเลยไม่มีทรัพย์อื่นอีก โจทก์กับเจ้าหนี้อื่นแถลงคัดค้าน
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้ร้องเป็นแต่เพียงเจ้าหนี้ธรรมดา หามีอำนาจบังคับคดีเอาหนี้รายนี้ไม่ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๒๕๖ บัญญัติว่าค่าภาษีอากรที่ค้างชำระในปีปัจจุบันและก่อนนั้นขึ้นไปอีกปีหนึ่ง ต้องเข้าใจว่าเป็นปีที่ยื่นคำร้อง และปีนั้นค้างชำระค่าภาษีอากรอยู่ด้วย ถ้าปีถัดขึ้นไปอีกปีหนึ่งยังมีการค้างชำระอยู่อีก รัฐบาลก็มีบุริมสิทธิเพียง ๒ ปี สำหรับคดีนี้ จำเลยค้างชำระค่าภาษีอากรในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เพียงปีเดียว ปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ซึ่งเป็นปีที่ผู้ร้องยื่นคำร้อง จำเลยไม่ได้ค้างชำระค่าภาษีอากรอยู่เลย และในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ซึ่งเป็นปีถัดขึ้นไป จำเลยก็ไม่ได้ค้างเช่นเดียวกัน ค่าภาษีอากรที่จำเลยค้างชำระในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ จึงเป็นค่าภาษีอากรในอดีตล่วงพ้นมา ๔ ปีแล้ว ผู้ร้องไม่มีบุริมสิทธิตามมาตรา ๒๕๖ คงเป็นเจ้าหนี้สามัญ จะมาขอหักหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นไม่ได้ ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น
Result
พิพากษายืน