Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 7666/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ยอดเงินกู้จำนวน 1,025,000 บาท ตามสัญญากู้เงินมีส่วนที่เป็นดอกเบี้ยล่วงหน้าเกินอัตราตามกฎหมายรวมอยู่ด้วยจำนวน 559,000 บาท ซึ่งไม่สมบูรณ์และตกเป็นโมฆะ แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าจำนวนเงินส่วนที่มีที่มาจากดอกเบี้ยดังกล่าวจะไม่สมบูรณ์ แต่ก็สามารถแยกส่วนเงินต้นที่สมบูรณ์ออกมาได้ จำเลยรับในคำให้การและนำสืบว่าก่อนทำสัญญากู้เงินจำเลยค้างชำระเงินต้นแก่โจทก์ 466,000 บาท ส่วนที่นำสืบว่าได้ผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์บ้างแล้วคงค้างชำระเงินต้นเพียง 200,000 บาทนั้น ในส่วนของการชำระเงินต้นจำเลยมิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อโจทก์ผู้ให้ยืมมาแสดงตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง จึงต้องห้ามมิให้นำสืบและรับฟังไม่ได้ ข้อเท็จจริงคงรับฟังได้ตามคำฟ้องโจทก์ว่า จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ 33,000 บาท เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเลยสมยอมชำระดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดให้แก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 จำเลยไม่มีสิทธิจะได้รับคืนดอกเบี้ยที่ได้ชำระไปแล้ว จึงนำไปหักออกจากเงินต้นที่ค้างชำระไม่ได้ อย่างไรก็ดีการที่จำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดในการชำระหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในระหว่างผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,294,365 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 1,025,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้หนี้ตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาสรุปได้ว่า ทางนำสืบของจำเลยไม่สมเหตุสมผล จำเลยไม่มีพยานหลักฐานแสดงว่าได้ใช้หนี้ให้แก่โจทก์จริงสัญญากู้เงินระบุอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน พยานจำเลยซึ่งอ้างว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อเดือน เป็นการเบิกความเกินความจริง และจำเลยทราบดีว่าสัญญากู้เงินเป็นหลักฐานที่ใช้บังคับได้ตามกฎหมาย เห็นว่า จำเลยต่อสู้ว่าสัญญากู้เงินระบุยอดเงินซึ่งมีดอกเบี้ยที่เรียกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดรวมอยู่ด้วย สัญญากู้เงินดังกล่าวจึงเป็นโมฆะทั้งหมด โดยจำเลยเบิกความว่า จำเลยยืมเงินโจทก์หลายครั้งตั้งแต่ประมาณปี 2540 เป็นต้นมา

บางปีจำเลยยืมเงินโจทก์ถึง 3 ครั้ง โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2545 โจทก์และจำเลยจึงคิดบัญชีหนี้สินกันได้ยอดหนี้เงินต้นซึ่งจำเลยค้างอยู่ 466,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวร้อยละ 5 ต่อเดือน เป็นเวลา 2 ปี เป็นดอกเบี้ย 559,200 บาท แต่โจทก์ลดให้ 200 บาท และนำดอกเบี้ยล่วงหน้า 2 ปีดังกล่าวไปรวมกับเงินต้นที่ยังค้างรวมเป็นเงิน 1,025,000 บาท แล้วทำสัญญากันใหม่ตามสัญญากู้เงิน หลังจากนั้นจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เรื่อยมาคงค้างอยู่อีก 200,000 บาท โจทก์ไม่เคยออกหลักฐานการรับเงินให้ ซึ่งคำเบิกความของจำเลยสอดคล้องกับสัญญากู้เงินอย่างสมเหตุสมผล ทั้งจำเลยยังมีนางกานต์ณา พยานร่วมระหว่างโจทก์และจำเลยเบิกความสนับสนุนทางนำสืบของจำเลย

ส่วนโจทก์คงมีตัวโจทก์เบิกความว่า จำเลยยืมเงินโจทก์ตั้งแต่ปี 2539 ครั้งละ 100,000 ถึง 200,000 บาท และมีการคิดบัญชีหนี้สินบ้างในบางปี ต่อมาปี 2545 มีการคิดบัญชีหนี้สินกันอีกปรากฏว่าจำเลยค้างชำระเงินต้น 725,000 บาท ดอกเบี้ย 4 ปี ปีละ 87,000 บาท โจทก์จึงนำไปรวมเป็นยอดเงินใหม่และทำสัญญากู้เงินระบุยอดเงินกู้ยืม 1,025,000 บาท ซึ่งฟังเป็นพิรุธ เพราะโจทก์อ้างว่าจำเลยยืมเงินโจทก์ครั้งละ 100,000 ถึง 200,000 บาท แต่เหตุใดโจทก์จึงยอมให้จำเลยกู้ยืมเงินจำนวนสูงอยู่เสมอๆ ทั้งๆ ที่จำเลยไม่มีหลักประกันอันใดให้แก่โจทก์ ทั้งๆ ที่จำเลยค้างชำระดอกเบี้ยเป็นเวลาหลายปีอีกด้วย พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลย

ฟังได้ว่ายอดเงินกู้ตามสัญญากู้เงินมีส่วนที่เป็นดอกเบี้ยล่วงหน้าเกินอัตราตามกฎหมายรวมอยู่ด้วยจำนวน 559,000 บาท ซึ่งไม่สมบูรณ์และตกเป็นโมฆะ แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าจำนวนเงินส่วนที่มีที่มาจากดอกเบี้ยดังกล่าวจะไม่สมบูรณ์ แต่ก็สามารถแยกส่วนเงินต้นที่สมบูรณ์ออกมาได้จำเลยรับในคำให้การและนำสืบว่าก่อนทำสัญญากู้เงินจำเลยค้างชำระเงินต้นแก่โจทก์ 466,000 บาท ส่วนที่นำสืบว่าได้ผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์บ้างแล้วคงค้างชำระเงินต้นเพียง 200,000 บาทนั้น ในส่วนของการชำระเงินต้น จำเลยมิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อโจทก์ผู้ให้ยืมมาแสดงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง จึงต้องห้ามมิให้นำสืบและรับฟังไม่ได้ ข้อเท็จจริงคงรับฟังได้ตามคำฟ้องโจทก์ว่า

จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ 33,000 บาท เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเลยสมยอมชำระดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดให้แก่โจทก์ถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 จำเลยไม่มีสิทธิจะได้รับคืนดอกเบี้ยที่ได้ชำระไปแล้ว จึงนำไปหักออกจากเงินต้นที่ค้างชำระไม่ได้ อย่างไรก็ดีการที่จำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดในการชำระหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

Result

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 466,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย · มนตรี ยอดปัญญา · วีระพล ตั้งสุวรรณ
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2654/2546

โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากลูกค้าในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ฯ มาตรา 14ขณะจำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีมีประกาศธน…

Supreme Court Judgment No. 5416/2540

จำเลยที่ 2 และที่ 5 ให้การข้อ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ ไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ และไม่เคยเข้าทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยคนใดที่มีภาระจำต้องชำระหนี้แก่โจทก…

Supreme Court Judgment No. 13145/2558

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลแรงงานเท่านั้นเป็นผู้ซักถามพยานของฝ่ายโจทก์หรือของฝ่ายจำเลย หรือพยานที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง โจทก์หรือจำเลยไม่มีสิทธิ…

Supreme Court Judgment No. 4738/2552

จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 20,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน แต่ได้รับเงินกู้จากโจทก์เพียง 16,000 บาท เพราะโจทก์หักไว้เป็นค่าดอกเบี้ยล่วงหน้า 2 เดือน และโจทก์ให้จำเลยที่ 1 เขียนสัญญา…

Supreme Court Judgment No. 5480/2550

แม้ว่าโจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ในการคิดอัตราดอกเบี้ยไม่ได้อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 654 แต่การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ฯ มาตรา 14 ซึ่งกำหนดให้ธนาคารแ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up