Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 8937/2560

พ.ศ. 2560 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัท ซ. หยุดทำการเนื่องจากเกิดความขัดแย้งกันระหว่างฝ่ายผู้ร้องที่ 1 กับฝ่ายผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท และต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน เช่นนี้ หากแต่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ชำระบัญชี ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจะต้องเกิดปัญหาในการชำระบัญชี เป็นอุปสรรคแก่การชำระบัญชี และไม่เกิดประโยชน์แก่บริษัท ซ. การที่ศาลล่างทั้งสองแต่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ชำระบัญชี ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ศาลฎีกามีอำนาจแต่งตั้งบุคคลอื่นซึ่งถือว่าเป็นคนกลางเป็นผู้ชำระบัญชีได้ และเห็นสมควรแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เป็นผู้ชำระบัญชีแทนผู้คัดค้านที่ 1

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เลิกบริษัทซับซิสท์ จำกัด โดยให้นายธีรยุทธ เป็นผู้ชำระบัญชี ผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เลิกบริษัทซับซิสท์ จำกัด โดยให้นายดำรงศักดิ์ ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ชำระบัญชี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1237 (2) ประกอบมาตรา 1251 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ผู้คัดค้านทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า บริษัทซับซิสท์ จำกัด เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีทุนจดทะเบียน 4,000,000 บาท แบ่งเป็น 40,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ถือหุ้นคนละ 12,000 หุ้น ผู้ร้องที่ 3 ถือหุ้น 3,970 หุ้น รวมเป็นจำนวน 27,970 หุ้น ผู้คัดค้านที่ 1 ถือหุ้น 12,000 หุ้น ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ถือหุ้นคนละ 10 หุ้น รวมเป็นจำนวน 12,030 หุ้น โดยผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2549 บริษัทซับซิสท์ จำกัด ทำสัญญากิจการร่วมค้ากับบริษัทเฟสโต้

จำกัด เพื่อขายและติดตั้งระบบเครื่องสำรองไฟฟ้าให้แก่บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หลังจากทำงานแล้วเสร็จ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) สั่งจ่ายเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 193,074,894 บาท ชำระค่าสินค้าให้กิจการร่วมค้า เฟสโต้ - ซับซิสท์ และมีการนำเช็คเข้าบัญชีของกิจการร่วมค้าดังกล่าวเพื่อเรียกเก็บเงิน เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 บริษัทซับซิสท์ จำกัด ยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการโดยให้ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 1 ออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ และให้นายภพชัย เป็นกรรมการผู้มีอำนาจแต่ผู้เดียว เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2550 ผู้ร้องที่ 1 ตรวจพบว่ามีผู้ปลอมลายมือชื่อของผู้ร้องที่ 1 ใช้เบิกถอนเงินออกจากบัญชีกิจการร่วมค้า

เฟสโต้ - ซับซิสท์ ไปทั้งหมด และใช้ยื่นคำขอจดทะเบียนลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 ผู้ร้องที่ 1 จึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่ผู้เกี่ยวข้องและแจ้งนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครให้ระงับการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการใหม่ ต่อมานายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครไม่รับจดทะเบียนดังกล่าวและแก้ไขรายการให้ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 1 เป็นกรรมการของบริษัทดังเดิม หลังจากนั้นผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะกรรมการของบริษัทไม่ยอมลงลายมือชื่อร่วมกันเพื่อทำกิจการของบริษัทตลอดมาจนถึงปัจจุบัน คดีมีปัญหาตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสี่ที่ต้องวินิจฉัยว่า กรณีมีเหตุสมควรให้เลิกบริษัทซับซิสท์

จำกัด หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่ผู้ร้องทั้งสามและผู้คัดค้านทั้งสี่นำสืบว่า ผู้ร้องที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทซับซิสท์ จำกัด มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงและไม่ยอมลงลายมือชื่อร่วมกันเพื่อทำกิจการใดๆ ของบริษัทซับซิสท์ จำกัด ถึงขั้นต่างฝ่ายต่างฟ้องร้องดำเนินคดีทางอาญาต่อกัน ทำให้บริษัทซับซิสท์ จำกัด หยุดทำการมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2550 เป็นต้นมานับถึงวันที่ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้ในวันที่ 24 ตุลาคม 2555 แล้ว เป็นเวลานานถึง 4 ปี เศษ ซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความตอบทนายผู้ร้องทั้งสามถามค้านรับว่า บริษัทซับซิสท์ จำกัด ไม่ได้ประกอบกิจการตั้งแต่มีข้อพิพาทเรื่องการปลอมเอกสาร

มีเพียงการติดตามหนี้สินที่มีสิทธิได้รับเท่านั้น จึงเป็นกรณีที่บริษัทซับซิสท์ จำกัด หยุดทำการถึงปีหนึ่งเต็มตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1237 (2) ซึ่งเป็นเหตุที่ศาลอาจสั่งให้เลิกบริษัทจำกัดได้ และเมื่อมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องทั้งสามซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้ศาลสั่งเลิกบริษัทได้ หาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่ผู้คัดค้านทั้งสี่ฎีกาไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน และมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงจนไม่สามารถที่จะร่วมมือทำธุรกิจด้วยกันได้ โดยผู้ร้องทั้งสามและผู้คัดค้านทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทต่างก็ไม่พยายามแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของกรรมการด้วยการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นโดยถูกต้องหรือด้วยวิธีการอื่นใดเพื่อให้บริษัทสามารถประกอบกิจการต่อไปได้

ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าบริษัทยังมีลู่ทางในการประกอบธุรกิจให้ได้ผลกำไร กรณีจึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะสั่งให้เลิกบริษัทซับซิสท์ จำกัด ตามมาตรา 1237 (2) และไม่ว่าผู้ร้องที่ 1 จะเป็นฝ่ายไม่ยอมให้ความร่วมมือกับผู้คัดค้านที่ 1 ในการบริหารกิจการของบริษัทตามที่ผู้คัดค้านทั้งสี่อ้างในฎีกาหรือไม่ ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เลิกบริษัทซับซิสท์ จำกัด นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัทซับซิสท์ จำกัด หยุดทำการเนื่องจากเกิดความขัดแย้งกันระหว่างฝ่ายผู้ร้องที่ 1 กับฝ่ายผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท และต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน เช่นนี้ หากแต่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ชำระบัญชี ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจะต้องเกิดปัญหาในการชำระบัญชี เป็นอุปสรรคแก่การชำระบัญชี และไม่เกิดประโยชน์แก่บริษัทซับซิสท์ จำกัด การที่ศาลล่างทั้งสองแต่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ชำระบัญชี ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ศาลฎีกามีอำนาจแต่งตั้งบุคคลอื่นซึ่งถือว่าเป็นคนกลางเป็นผู้ชำระบัญชีได้ และเห็นสมควรแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เป็นผู้ชำระบัญชีแทนผู้คัดค้านที่ 1

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทซับซิสท์ จำกัด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
ทองธาร เหลืองเรืองรอง · ทวี ประจวบลาภ · ประสิทธิ์ สนามชวด
Lower court
ศาลแพ่ง - นางสาวสุพิชฌาย์ รีรักษ์
ศาลอุทธรณ์ - นางวาสนา อัจฉรานุวัฒน์
Supreme Court black case no.
พณ.17/2558
Trial court black case no.
พ4342/2555
Trial court red case no.
พ3462/2556
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกพาณิชย์และเศรษฐกิจ
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1772/2540

การขอให้ศาลสั่งเลิกบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1237นั้นมิได้กำหนดไว้ให้ต้องทำเป็นคำร้องขอโจทก์จึงชอบที่จะขอให้เลิกบริษัทจำเลยที่1โดยทำเป็นคำฟ้องได้และตามคำฟ้องบรรยายว่าจำเลยที่2ถึงที่…

Supreme Court Judgment No. 191/2501

การเป็นหุ้นส่วนกันนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้เป็นหุ้นส่วนนั้นๆ เอง ห้างหุ้นส่วนย่อมเลิกกันเมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งตายผู้รับมรดกก็ดีหรือผู้จัดการมรดกของผู้เป็นหุ้นส่วนที่ตายจะยืนยันถือสิทธิ์โดย…

Supreme Court Judgment No. 1759/2568

คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน แต่ฟ้องให้จำเลยรับผิดโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยต้องร่วมกับบริษัท บ. คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเ…

Supreme Court Judgment No. 1279/2568

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อมาโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินพิพาททับซ้อนกับที่ดินตามหนังสืออนุญาต…

Supreme Court Judgment No. 332/2568

ในคดีผู้บริโภคปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอายุความมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตร…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up