Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 9050/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์โดยถือราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531ถึง พ.ศ. 2534 ของกรมที่ดินเป็นเกณฑ์กำหนด โดยกำหนดสูงกว่าราคาที่ดินที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีบำรุงท้องที่ อันเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 9 วรรคสี่ก่อนถูกแก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 44 ที่ให้นำมาตรา 21(2)(3) มาเป็นเกณฑ์กำหนดก็ตามแต่ก็เป็นราคาคงที่ตลอดเวลาที่ใช้บัญญัติดังกล่าว มิใช่ราคาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ เมื่อประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 44 ให้มีผลใช้บังคับแก่การเวนคืนซึ่งกำหนดราคาเบื้องต้น การจ่ายเงินค่าทดแทนในการฟ้องคดียังไม่เสร็จเด็ดขาดในวันที่ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับดังกล่าวใช้บังคับ และโจทก์ได้ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่14 มกราคม 2534 คดีจึงยังไม่เสร็จเด็ดขาดในวันที่29 กุมภาพันธ์ 2534 ซึ่งเป็นวันที่ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 มีผลใช้บังคับ ฉะนั้นการพิจารณาค่าทดแทนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนสอดคล้องกับเจตนารมณ์ตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติดังกล่าวจะต้องนำเอาราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น เหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์มาตรา 21(1)(4) และ (5) มาประกอบการพิจารณาด้วย อำนาจฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเพราะเหตุราคาลดลงนี้พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคสามบัญญัติว่า ถ้าต้องเวนคืนอสังหาริมทรัพย์แต่เพียงส่วนหนึ่งและส่วนที่เหลือนั้นราคาลดลงให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้เฉพาะสำหรับส่วนที่เหลืออันราคาลดลงนั้นด้วย ซึ่งโจทก์ได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น ย่อมหมายถึงการอุทธรณ์เงินค่าทดแทนที่ดินทั้งหมดที่โจทก์ควรได้รับเนื่องจากเหตุการเวนคืนที่ดินของโจทก์ครั้งนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนส่วนที่เหลือจากการเวนคืนได้ จำเลยได้สร้างทางจำเป็นกว้าง 4.80 เมตร ให้ที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือจากการเวนคืน ซึ่งโจทก์สามารถใช้ทางจำเป็นดังกล่าวเข้าออกสู่ถนนสาธารณะได้โดยสะดวกอยู่แล้ว ที่โจทก์จะขอให้จดทะเบียนเป็นภารจำยอมให้มีความกว้าง 6 เมตรนั้น เมื่อที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนไปนั้นเพื่อ วัตถุประสงค์ให้เป็นทางด่วนสาธารณูปโภคและได้มีประกาศของ คณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515ข้อ 29 บัญญัติมีใจความว่า ห้ามมิให้ผู้ใดสร้างโรงเรือนหรือสิ่งอื่นเชื่อมต่อทางพิเศษ หากมีการฝ่าฝืน การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีอำนาจรื้อถอนหรือทำลายได้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ห้ามเด็ดขาดที่จะมิให้ผู้ใดสร้างโรงเรือน หรือสิ่งอื่นเชื่อมทางพิเศษ ทั้งการได้ภารจำยอมในที่ดินแปลงใดก็ตามต้องได้มาโดยนิติกรรม โดยอายุความ หรือโดยผลกฎหมายที่บัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เท่านั้น เมื่อกรณีของโจทก์ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงไม่อาจบังคับภารจำยอมให้โจทก์ได้ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้นับแต่วันต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น ดังนี้ผู้ได้รับชำระเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นจะต้องได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน ส่วนจะได้รับอัตราเท่าใด ก็เป็นไปตามประกาศของธนาคารออมสินที่ประกาศอัตราดอกเบี้ยขึ้นลง การที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราต่อปีคงที่เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จึงไม่ถูกต้อง

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 1298 ป.พ.พ. Section 1387 ป.วิ.พ. Section 55 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 Section 9 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 Section 21 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 Section 26

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวนสามแปลงคือโฉนดเลขที่ 88510 เนื้อที่ 20 ตารางวา โฉนดเลขที่665 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา และโฉนดเลขที่ 8293เนื้อที่ 100 ตารางวา เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2530 ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และเขตบางเขน เขตดุสิต เขตพญาไท เขตปทุมวัน เขตบางรัก เขตยานนาวาเขตห้วยขวาง เขตบางกะปิ เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างทางพิเศษ สายแจ้งวัฒนะ-บางโคล่ และสายพญาไท ศรีนครินทร์ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2531 ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 88510 ทั้งแปลงอยู่ในบริเวณที่ที่จะถูกเวนคืนทั้งหมดที่ดินโฉนดเลขที่ 665 บางส่วนตรงกลางของที่ดินเป็นเนื้อที่1 ไร่ 1 งาน 97 ตารางวา

อยู่ในบริเวณที่ที่จะถูกเวนคืน คงเหลือเนื้อที่ 345 ตารางวา ทำให้ที่ดินแยกเป็นสองแปลงไม่มีทางออกรวมที่ดินถูกเวนคืนเนื้อที่ 617 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นได้กำหนดราคาเบื้องต้นตารางวาละ 8,000 บาท เป็นเงิน4,936,000 บาท จำเลยถือเอาราคาดังกล่าวกำหนดเป็นจำนวนเงินค่าทดแทนเพื่อจ่ายให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขอเพิ่มจำนวนค่าทดแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นด้วยกับจำนวนค่าทดแทนที่เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์กำหนดให้ โจทก์เห็นว่าไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรม คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์

พ.ศ. 2530มาตรา 9, 18 และ 21 ทั้งจำเลยทำบัญชีราคาประเมินที่ดินเขตพญาไทและกำหนดให้ที่ดินของโจทก์อยู่ในหน่วยที่ 10 ปี กำหนดราคาตารางวาละ 25,000 บาท จำเลยไม่กำหนดราคาเบื้องต้นและค่าทดแทนราคาดังกล่าวโดยอ้างว่าที่ดินไม่ติดทางสาธารณะ การเวนคืนที่ดินที่มิใช่เพื่อสาธารณะประโยชน์และสาธารณูปโภคอันเป็นบริการให้เปล่า แต่เป็นกรณีเพื่อสร้างทางพิเศษเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางเข้าลักษณะอันเป็นการค้ากำไรตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 ที่ดินบริเวณใกล้เคียงซื้อขายกันในราคาตารางวาละ80,000 บาท โจทก์ขอคิดราคาในวันประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาตามความในมาตรา 6 ตารางวาละ 40,000 บาท เป็นค่าทดแทนเป็นเงิน24,680,000 บาท เมื่อหักค่าทดแทนเบื้องต้น

จำเลยจะต้องจ่ายค่าทดแทนอีกเป็นเงิน 19,744,000 บาท ที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากเวนคืนเนื้อที่ 345 ตารางวา แยกออกเป็นสองแปลงไม่เหมาะในการปลูกสร้างอาคารหรือใช้สอย ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะขายยากและไม่ได้ราคา ทำให้ราคาลดลง ซึ่งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 จำเลยต้องจ่ายทดแทนทำให้ราคาลดลงสามในสี่ส่วนเหลือตารางวาละ 10,000 บาท ราคาลดลงตารางวาละ 30,000 บาท คิดเป็นเงิน 10,350,000 บาท เนื่องจากที่ดินที่เหลือสองแปลงไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ จึงขอให้จำเลยเปิดทางกว้างไม่ต่ำกว่า 6 เมตร ตามแผนที่เอกสารท้ายฟ้อง ซึ่งเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะมาแต่เดิมโดยให้จำเลยจดทะเบียนเป็นทางภารจำยอม

ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินค่าทดแทนเพิ่มสำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืนจำนวน 19,744,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2533 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,440,142.03 บาท รวมเป็นเงิน 22,184,142.03 บาทกับดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวของต้นเงิน 19,744,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าทดแทนที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนซึ่งราคาลดลงจำนวน 10,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยจดทะเบียนภารจำยอมตามฟ้อง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาแทนจำเลยให้การว่า ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนดังกล่าวเพื่อสร้างทางพิเศษ

คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นได้กำหนดราคาเบื้องต้นเป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 9 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 21(3) จะนำเอาราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดหรือราคาที่แท้จริงมากำหนดราคาที่ดินตามที่โจทก์อ้างไม่ได้ นอกจากนี้ที่โจทก์อ้างว่าที่ดินส่วนที่เหลือจากการถูกเวนคืนทำให้ราคาลดลง ก่อนเวนคืนที่ดินของโจทก์ไม่ติดทางสาธารณะ เมื่อถูกเวนคืนแล้วส่วนที่เหลือทั้งสองแปลงติดทางสาธารณะทางด่วนที่ตัดใหม่ จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบแล้วว่าจะเปิดทางเข้าออกกว้าง 6 เมตร สู่ทางสาธารณะจึงทำให้ที่ดินของโจทก์มีราคาเพิ่มขึ้นกว่าเดิม โจทก์จึงเรียกค่าทดแทนส่วนนี้ไม่ได้ ที่โจทก์ขอให้จำเลยจดทะเบียนภารจำยอมทางที่ออกสู่สาธารณะไม่สามารถกระทำได้เพราะผิดวัตถุประสงค์ในการเวนคืน

ทั้งไม่มีกฎหมายเวนคืนที่ดินให้ที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย เพียงแต่พระราชกฤษฎีกาออกมาเพื่อสำรวจและกำหนดค่าทดแทนเท่านั้น จำเลยยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินจึงจดทะเบียนเป็นภารจำยอมให้แก่โจทก์ไม่ได้ ดอกเบี้ยเงินฝากประเภทประจำอัตราสูงสุดของธนาคารออมสินในขณะที่ต้องมีการจ่ายเงินหรือวางเงินทดแทนไม่ถึงอัตราร้อยละ 13 ต่อปีขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นสำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืนจำนวน 4,519,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้เงินค่าทดแทนที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนและมีราคาลดลงจำนวน 1,725,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนคำขออื่นให้ยกโจทก์และจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 9,255,000 บาทพร้อมกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำนวน 3 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 88510 เนื้อที่ 20 ตารางวา โฉนดเลขที่ 665 เนื้อที่2 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา และโฉนดเลขที่ 8293 เนื้อที่100 ตารางวา ตั้งอยู่ที่ดินโฉนดเลขที่ 88511 จดทะเบียนเป็นภารจำยอมที่ดินของโจทก์เพื่อออกสู่ทางสาธารณะ

ต่อมา พ.ศ. 2530ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรีและเขตบางเขน เขตดุสิต เขตพญาไท เขตปทุมวัน เขตบางรักเขตยานนาวา เขตห้วยขวาง เขตบางกะปิ เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2531 เป็นต้นไป ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 88510 ทั้งแปลงอยู่ในบริเวณที่ที่จะถูกเวนคืนทั้งหมด ที่ดินโฉนดเลขที่ 665 อยู่ในบริเวณที่ที่จะถูกเวนคืนเฉพาะส่วนตรงกลางเป็นเนื้อที่ 597 ตารางวา ทำให้ส่วนที่เหลือแยกออกเป็นสองแปลงเป็นเนื้อที่ 345 ตารางวาคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโดยอาศัยพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์

พ.ศ. 2530 มาตรา 9 และมาตรา 21(2)(3)และใช้บัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 ถึง พ.ศ. 2534 ของกรมที่ดินเป็นเกณฑ์กำหนดเงินค่าทดแทน แล้วกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 8,000 บาท คิดเป็นเงิน 4,936,000 บาท โจทก์ไม่พอใจจำนวนเงินค่าทดแทนดังกล่าวจึงอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปรากฏว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นด้วยกับจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดให้โจทก์ หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีคำวินิจฉัยให้เงินค่าทดแทนที่ดินแก่โจทก์เพิ่มขึ้นตารางวาละ 13,200 บาท เป็นเงินค่าทดแทนทั้งสิ้น3,208,400 บาท

โจทก์ยังไม่พอใจปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยข้อแรกมีว่าโจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืนจำนวนเท่าไร เห็นว่าประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 44 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ข้อ 1 ได้ยกเลิกความในวรรคสี่และวรรคห้าของมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "ในการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์และจำนวนเงินค่าทดแทนให้คณะกรรมการกำหนดโดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 18 มาตรา 21 มาตรา 22 และมาตรา 24และดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน" และข้อ 2ให้เพิ่มความต่อไปเป็นมาตรา 10 ทวิ

แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 เห็นว่า เมื่อคณะกรรมการได้ประกาศราคาเบื้องต้นสำหรับที่ดินที่จะเวนคืนทั้งหมดหรือบางส่วนแล้ว ถ้าปรากฏว่าราคาของที่ดินได้เพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับและราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่เจ้าหน้าที่ได้จ่ายให้แก่ผู้ถูกเวนคืนตามมาตรา 10 หรือราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์ที่คณะกรรมการกำหนดและประกาศไปแล้วตามมาตรา 9ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่บุคคลตามมาตรา 18 รัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้คณะกรรมการตามมาตรา 9 หรือคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นใหม่ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 9 แก้ไขราคาของอสังหาริมทรัพย์หรือราคาเบื้องต้นสำหรับที่ดินเสียใหม่ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติได้และให้ถือว่าราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่แก้ไขแล้วเป็นราคาที่ซื้อขายกันใหม่แทนราคาเดิม และราคาเบื้องต้นที่แก้ไขแล้วเป็นราคาเบื้องต้นที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา 9 แล้วแต่กรณี" และตามข้อ 5 ของประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติก็ระบุว่า

"บทบัญญัติมาตรา 9 วรรคสี่และวรรคห้า มาตรา 10 ทวิ มาตรา 25 วรรคหนึ่งและมาตรา 28 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ ให้มีผลใช้บังคับแก่การเวนคืนซึ่งกำหนดราคาเบื้องต้น การจัดซื้อ การจ่ายหรือการวางเงินค่าทดแทน การอุทธรณ์หรือการฟ้องคดียังไม่เสร็จเด็ดขาดในวันที่ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ใช้บังคับด้วย" เจตนารมณ์ที่ต้องมีการยกเลิกและแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติบางมาตราของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ได้ให้เหตุผลไว้ในประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 ว่า

"เนื่องจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ได้บัญญัติให้การกำหนดราคาเบื้องต้นสำหรับที่ดินโดยถือตามราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่หรือราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม แล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่าเป็นเกณฑ์สมควรให้นำหลักเกณฑ์อื่นมาประกอบการพิจารณา เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมยิ่งขึ้นประกอบกับในปัจจุบันสภาพทางเศรษฐกิจได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนปรากฏเนือง ๆ ว่า ราคาที่ดินได้เพิ่มสูงขึ้นจนทำให้ผู้ถูกเวนคืนเกิดความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมดังนั้น เพื่อให้การกำหนดค่าทดแทนเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม

สมควรให้มีการแก้ไขราคาของอสังหาริมทรัพย์และจำนวนเงินค่าทดแทนที่ได้กำหนดไว้ได้" ดังนั้น การที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์โดยถือราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 ถึง พ.ศ. 2534 ของกรมที่ดินเป็นเกณฑ์กำหนด โดยกำหนดสูงกว่าราคาที่ดินที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีบำรุงท้องที่ อันเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 9 วรรคสี่ก่อนถูกแก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 44 ที่ให้นำมาตรา 21(2)(3) มาเป็นเกณฑ์กำหนดก็ตามแต่ก็เป็นราคาคงที่ตลอดเวลาที่ใช้บัญญัติดังกล่าว

มิใช่ราคาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ เมื่อปรากฏว่า ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 ข้อ 5 ดังกล่าวให้มีผลใช้บังคับแก่การเวนคืนซึ่งกำหนดราคาเบื้องต้น การจ่ายเงินค่าทดแทนในการฟ้องคดียังไม่เสร็จเด็ดขาดในวันที่ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ใช้บังคับโจทก์ได้ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 14 มกราคม2534 คดียังไม่เสร็จเด็ดขาดในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2534ซึ่งเป็นวันที่ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 มีผลใช้บังคับ ฉะนั้นการพิจารณาค่าทดแทนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนสอดคล้องกับเจตนารมณ์ตามประกาศของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติดังกล่าวจะต้องนำเอาราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น

เหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ มาตรา 21(1)(4) และ (5) มาประกอบการพิจารณาด้วย เกี่ยวกับราคาที่ดินซึ่งซื้อขายกันในท้องตลาดศาลฎีกาวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงว่า ที่โจทก์อ้างว่า บริเวณที่ดินใกล้เคียงกันมีการบอกขายตารางวาละ 80,000 บาท แต่ยังไม่มีการซื้อขายกัน การที่ขอเงินค่าทดแทนตารางวาละ 40,000 บาทโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาอ้างอิงประกอบ จึงเลื่อนลอยอย่างไรก็ตามปรากฏว่าที่ดินของโจทก์ทั้งหมดได้ภารจำยอมทางเดินบนที่ดินโฉนดเลขที่ 88911 เนื้อที่ 15 ตารางวา ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 88510 ตามแผนผังเอกสารหมาย จ.6และข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินหมายเลข 247 ที่ติดถนนย่านสินค้าพหลโยธินมีสภาพเป็นทางสาธารณะเพราะเป็นทางเท้าสำหรับประชาชนใช้เดินสัญจรไปมา

กรณีเช่นนี้ถือว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 88510ของโจทก์ติดกับทางสาธารณะแล้ว แม้ที่ดินโฉนดเลขที่ 665 และที่ดินโฉนดเลขที่ 8293 ของโจทก์ไม่ติดทางสาธารณะดังกล่าว แต่ก็อยู่ด้านหลังของที่ดินโฉนดเลขที่ 88510 ย่อมสามารถผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 88510 ออกสู่ถนนย่านสินค้าพหลโยธินได้ หากโจทก์ขายที่ดินที่ถูกเวนคืนทั้งสองแปลงตามราคาธรรมดาในท้องตลาดในวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯใช้บังคับแล้ว น่าจะได้ราคาใกล้เคียงกันกับราคาที่ดินของนางมณฑาและนางประยงค์ที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดเงินค่าทดแทนให้ซึ่งมีราคาสูงกว่าเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดให้แก่โจทก์ใหม่ตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44มาตรา 10 ทวิ และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติในราคาตารางวาละ 13,200 บาท โดยโจทก์ก็ยังโต้แย้งอยู่ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเนื้อที่รวม 617 ตารางวาตารางวาละ 23,000 บาท ซึ่งจำเลยจะต้องชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มให้แก่โจทก์รวม 9,255,000 บาท เป็นการกำหนดโดยได้คำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 21(1)

ถึง (5) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนและสังคมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยปัญหาข้อที่สองตามฎีกาของโจทก์และจำเลยมีว่าโจทก์ควรได้รับค่าทดแทนสำหรับที่ดินส่วนที่เหลือหรือไม่ จำนวนเท่าใดเห็นว่า เกี่ยวกับอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเพราะเหตุราคาลดลงนี้ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าต้องเวนคืนอสังหาริมทรัพย์แต่เพียงส่วนหนึ่งและส่วนที่เหลือนั้นราคาลดลงให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้เฉพาะสำหรับส่วนที่เหลืออันราคาลดลงนั้นด้วย" ซึ่งโจทก์ได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น ย่อมหมายถึงการอุทธรณ์เงินค่าทดแทนที่ดินทั้งหมดที่โจทก์ควรได้รับเนื่องจากเหตุการเวนคืนที่ดินของโจทก์ครั้งนี้

โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนส่วนที่เหลือจากการเวนคืนได้มีปัญหาต่อไปว่าที่ดินส่วนที่เหลือของโจทก์มีราคาลดลงไปหรือไม่ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า เดิมที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 88510 และที่ดินโฉนดเลขที่ 665 เป็นที่ดินผืนเดียวกันสามารถผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 88511 ของผู้อื่นที่โจทก์ได้ภารจำยอมออกสู่ทางสาธารณะได้ แต่เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 665ถูกเวนคืนเฉพาะส่วนตรงกลางเป็นเนื้อที่ 597 ตารางวา ทำให้ส่วนที่เหลือแยกออกเป็นสองแปลงเนื้อที่รวมกัน 345 ตารางวาอยู่ตอนหัวและตอนท้ายที่ดินที่ถูกเวนคืน จึงทำให้สภาพที่ดินเสียไปไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะในที่ภารจำยอมตามเดิมได้แม้จำเลยจะเปิดทางจำเป็นให้โจทก์ออกสู่ทางสาธารณะ

คือถนนย่านสินค้าพหลโยธินได้ แต่ทางจำเป็นดังกล่าวกว้างเพียง4.80 เมตร เล็กกว่าทางเดิมที่กว้าง 6.75 เมตร ทำให้การใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ลดน้อยลงกว่าเดิม ที่ดินส่วนที่เหลือของโจทก์ย่อมมีราคาลดลงด้วยเกี่ยวกับเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือนั้น โจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่าโจทก์เคยนำที่เหลือจากการเวนคืนไปเสนอขอให้แก่ผู้ใดได้หรือไม่ หรือมีผู้เสนอซื้อราคาเท่าใด ทั้งไม่นำผู้มีความรู้เกี่ยวกับราคาประเมินที่ดินมาสืบให้เห็นว่า ที่ดินดังกล่าวราคาลดลงเหลือตารางวาละเท่าใด หรือมีราคาซื้อขายในท้องตลาดราคาตารางวาละเท่าใด แม้ทางเข้าออกกว้างที่จำเลยสร้างให้เพียง 4.80 เมตร ไม่เท่าทางเดิม ซึ่งกว้างกว่า 6 เมตร ซึ่งทำให้โจทก์เสียหายบ้างก็ตาม แต่ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 665 ส่วนที่เหลือแยกเป็นสองแปลง

แปลงหนึ่งมีเนื้อที่ 205 ตารางวา อีกแปลงหนึ่งเนื้อที่ประมาณ 140 ตารางวายังสามารถปลูกสร้างอาคารอย่างอื่นได้เพียงแต่ประโยชน์ใช้สอยน้อยลงเท่านั้น ราคาจึงไม่ลดลงมาก ดังที่โจทก์ฎีกามาที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้จำนวน 1,725,000 บาทเหมาะสมดีแล้วปัญหาข้อที่สามตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์ขอให้จำเลยทำทางเข้าออกให้ที่ดินของโจทก์ออกสู่ทางสาธารณะกว้าง 6 เมตรและจดทะเบียนภารจำยอมได้หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้สร้างทางจำเป็นกว้าง 4.80 เมตร ให้ที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือจากการเวนคืน ออกสู่ถนนย่านสินค้าพหลโยธินแล้วซึ่งโจทก์สามารถใช้ทางจำเป็นดังกล่าวเข้าออกสู่ถนนสาธารณะได้โดยสะดวกอยู่แล้ว

ส่วนที่โจทก์จะขอให้จดทะเบียนเป็นภารจำยอมให้มีความกว้าง 6 เมตรนั้น เมื่อที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนไปนั้นเพื่อวัตถุประสงค์ให้เป็นทางด่วนสาธารณูปโภคและได้มีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2515ข้อ 29 บัญญัติมีใจความว่า ห้ามมิให้ผู้ใดสร้างโรงเรือนหรือสิ่งอื่นเชื่อมต่อทางพิเศษ หากมีการฝ่าฝืน การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีอำนาจรื้อถอนหรือทำลายได้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ห้ามเด็ดขาดที่จะมิให้ผู้ใดสร้างโรงเรือน หรือสิ่งอื่นเชื่อมทางพิเศษ ทั้งการได้ภารจำยอมในที่ดินแปลงใดก็ตามต้องได้มาโดยนิติกรรมโดยอายุความหรือโดยผลกฎหมายที่บัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น กรณีของโจทก์ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงไม่อาจบังคับภารจำยอมให้โจทก์ได้ปัญหาสุดท้ายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า

โจทก์ควรได้รับดอกเบี้ยสำหรับเงินค่าทดแทนเพิ่มได้หรือไม่ เพียงใดเห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นับแต่วันต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น" จากบทบัญญัติดังกล่าว ผู้ได้รับชำระเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นจะต้องได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินส่วนจะได้รับอัตราเท่าใดก็เป็นไปตามประกาศของธนาคารออมสินที่ประกาศอัตราดอกเบี้ยขึ้นลง ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13 ต่อปีคงที่นับแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น จึงไม่ถูกต้องพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยจากเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนที่ต้องชำระเพิ่มจำนวน 9,255,000 บาท ในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2533เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
สุทธิ นิชโรจน์ · ปราโมทย์ ชพานนท์ · มหินทร์ สุรดินทร์กูร
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 589/2540

ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2534 ซึ่งขณะนั้นคดีนี้ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ดังนั้นการฟ้องคดีนี้ของโจทก์ผู้ถูกเวนคืนยั…

Supreme Court Judgment No. 1679/2539

ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา21วรรคสามและวรรคสี่กำหนดให้คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงโดยคำนวณตามหลักเกณ…

Supreme Court Judgment No. 3551/2539

โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์ไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่จำเลยกำหนด โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขอให้กำหนดราคาค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ในราคาตารา…

Supreme Court Judgment No. 799/2545

อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯและเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ ในฐานะอธิบดีกรมทางหลวงย่อมจะต้องดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้สร้าง…

Supreme Court Judgment No. 1229/2545

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์อีก 146,400 บาท เมื่อรวมกับดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องแล้วไม่เกิน 200,000 บาท จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ควรได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาท…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up