Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 9204/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าฉาง ตามฟ้องจากจำเลยเพื่อเก็บข้าวเปลือกของโจทก์ โดยจำเลยรับรองว่าจะเก็บรักษาข้าวเปลือกที่โจทก์นำมาเก็บไว้ในฉาง มิให้เปลี่ยนแปลงหรือผิดไปจากสภาพเดิม ถ้าเกิดความเสียหายหรือสูญหายขึ้นจำเลยจะต้องรับผิดชอบและยินยอมใช้ราคาข้าวเปลือกที่ผิดชนิดหรือขาดจำนวนไปไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ยกเว้นข้าวเปลือกที่ยุบตัวตามสภาพไม่เกินร้อยละ 2ของจำนวนข้าวทั้งหมดหรือเกิดจากเหตุสุดวิสัยจำเลยไม่ดูแลรักษาข้าวเปลือกของโจทก์ตามสัญญา เป็นเหตุให้ข้าวเปลือกในฉาง สูญหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระราคาข้าวเปลือกดังกล่าว เห็นว่า ฟ้องโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองแล้ว โจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาในฟ้องโดยละเอียดพร้อมกับแนบสำเนาสัญญาเช่าฉาง เอกชนสำเนาบัญชีข้าวเปลือกและราคาข้าวมาท้ายฟ้องด้วยการที่โจทก์มิได้ระบุในฟ้องว่าเป็นเรื่องผิดสัญญาหรือละเมิดก็ไม่ทำให้เป็นฟ้องเคลือบคลุม ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรพ.ศ. 2517 คณะกรรมการองค์การตลาดเพื่อการเกษตรมีอำนาจหน้าที่ในการวางนโยบายทั่วไปเท่านั้น ส่วนการบริหารกิจการเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการโจทก์ การฟ้องคดีเป็นกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกซึ่งผู้อำนวยการโจทก์เป็นตัวแทนของโจทก์ที่จะมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ ตามสัญญาเช่าฉาง เอกชนนอกจากเป็นสัญญาเช่าทรัพย์แล้วยังมีข้อกำหนดให้จำเลยมีหน้าที่เก็บรักษาข้าวเปลือกและดูแลมิให้เกิดความเสียหายแก่ข้าวเปลือกที่เก็บรักษาไว้ในฉาง ด้วย หากเกิดความเสียหายหรือสูญหายขึ้น จำเลยต้องรับผิดชอบใช้ราคาข้าวเปลือกที่ขาดจำนวนไปให้แก่โจทก์ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาฝากทรัพย์รวมอยู่ในตัวด้วยฉะนั้นจำเลยในฐานะผู้รับฝากทรัพย์ซึ่งจะต้องคืนทรัพย์ที่รับฝากไว้ให้แก่โจทก์ เมื่อทรัพย์ที่รับฝากสูญหายไปจำเลยจึงต้องใช้ราคาทรัพย์ที่รับฝากาไว้แทนตัวทรัพย์การฟ้องให้ใช้ราคาทรัพย์ในกรณีเช่นนี้ไม่ใช่เรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 671 และไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนด10 ปี ตามมาตรา 164 เดิม

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 164 ป.พ.พ. Section 671 ป.วิ.พ. Section 55 ป.วิ.พ. Section 172 พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ.2517 Section 21 พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ.2517 Section 22 พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ.2517 Section 20

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์การของ รัฐบาล พ.ศ. 2496 จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ. 2517มีผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรเป็นผู้บริหารกิจการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกให้ผู้อำนวยการเป็นตัวแทน โดยมีร้อยตรีประจวบ บุรพรัตน์เป็นผู้อำนวยการ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2523 โจทก์ทำสัญญาเช่าฉาง กับจำเลย 1 ฉาง ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 45 หมู่ที่ 11ตำบลโคกสลุต อำเภอท่าวุ่ง จังหวัดลพบุรี เพื่อเป็นสถานที่เก็บรักษาข้าวเปลือกของโจทก์ มีกำหนดเวลา 12 เดือนนับแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2523 ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2524จำเลยผู้ให้เช่ารับรองว่าจะเก็บรักษาข้าวเปลือกตามชนิดจำนวน

น้ำหนัก มิให้เปลี่ยนแปลงหรือผิดไปจากสภาพเดิมถ้าเกิดความเสียหายหรือสูญหายขึ้นจำเลยจะต้องรับผิดชอบและยินยอมรับผิดใช้ราคาข้าวเปลือกที่ผิดชนิดหรือขาดจำนวนไปไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ยกเว้นข้าวเปลือกที่ยุบตัวตามสภาพไม่เกินร้อยละ 2 ของจำนวนข้าวทั้งหมดหรือเกิดจากเหตุสุดวิสัยต่อมาระหว่างวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2523 ถึงวันที่ 21 มีนาคม 2523โจทก์ส่งมอบข้าวเปลือกรวมทั้งสิ้น 1,425,635.20 กิโลกรัมคิดเป็นเงิน 4,196,,786 บาท ฝากให้จำเลยเป็นผู้เก็บรักษาไว้ในฉาง ของจำเลย ต่อมาปลายปี 2524 โจทก์ตรวจพบว่าไม่มีข้าวเปลือกอยู่ในฉาง นั้นเลย จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ราคาข้าวเปลือกให้แก่โจทก์ตามสัญญา เมื่อหักการยุบตัวตามสภาพของข้าวเปลือกร้อยละ 2 ของจำนวนข้าวทั้งหมดออกแล้วจำเลยต้องใช้เงินค่าข้าวเปลือกให้แก่โจทก์ 4,110,459.07 บาทแต่เนื่องจากจำเลยมีสิทธิได้ค่าเช่าฉาง

งวดที่สองจากโจทก์68,750 บาท ค่าแรงกรรมกรขนข้าวเปลือกขึ้นฉาง31,363.97 บาท หักภาษี ณ ที่จ่ายออก 1,001.14 บาทแล้วเหลือเงินที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากโจทก์ 99,112.83 บาทเมื่อหักกลบลบหนี้แล้ว จำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งหมด4,011,346.24 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีให้แก่โจทก์ตามกฎหมาย นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2528 จนถึงวันฟ้องอีก1,786,971.83 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5,798,318.07 บาทขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน4,011,346.24 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์จะเป็นนิติบุคคลหรือไม่และร้อยตรีประจวบ

บุรพรัตน์ จะเป็นผู้อำนวยการโจทก์หรือไม่จำเลยไม่รับรองร้อยตรีประจวบไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์โจทก์บรรยายฟ้องสับสนไม่อาจเข้าใจได้ว่าฟ้องในมูลเช่าทรัพย์หรือมูลละเมิด เป็นฟ้องเคลือบคลุม โจทก์เช่าฉาง จากจำเลยมีกำหนดเวลา 12 เดือน ตามฟ้องและชำระค่าเช่างวดแรกให้แก่จำเลยแล้วส่วนค่าเช่างวดที่สองโจทก์ไม่ได้ชำระให้แก่จำเลยตามกำหนด จำเลยได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่โจทก์ และให้โจทก์ขนย้ายข้าวเปลือกออกไป หลังจากบอกเลิกสัญญาแล้วจำเลยไม่มีหน้าที่รักษาข้าวเปลือกให้โจทก์อีกและโจทก์ไม่เคยแจ้งให้จำเลยทราบว่าข้าวเปลือกของโจทก์หายไป จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อนึ่งโจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ว่าข้าวเปลือกหายไปจากฉาง และภายใน 5 ปี

นับแต่วันที่สัญญาเช่าสิ้นสุดลงคดีของโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้อง โจทก์จึงต้องชำระค่าเช่างวดที่สอง 68,750 บาท และค่าแรงกรรมกรขนข้าวเปลือกขึ้นฉาง อีก 31,367.97 บาท ให้แก่จำเลย ขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับโจทก์ชำระเงิน 100,113.97 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยบอกเลิกสัญญาเช่าแก่โจทก์ จำเลยไม่เคยทวงถามค่าเช่าและค่าแรงกรรมกรจากโจทก์ทั้งเงินดังกล่าวโจทก์ได้หักกลบลบหนี้กับค่าข้าวเปลือกไปแล้วหลังจากสัญญาเช่าฉาง ครบกำหนดจำเลยไม่ได้ส่งมอบข้าวเปลือกให้แก่โจทก์ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องดูแลรักษาข้าวเปลือกต่อไปจนกว่าจะส่งมอบให้แก่โจทก์

ฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความแล้วขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,011,346.24 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2528 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์ทำสัญญาเช่าฉาง ตามฟ้องจากจำเลยเพื่อเก็บข้าวเปลือกของโจทก์ หลังจากทำสัญญาแล้ว โจทก์นำข้าวเปลือกมาเก็บไว้ในฉาง และชำระค่าเช่างวดแรกให้แก่จำเลยส่งนาเช่างวดที่สอง 68,750 บาท และค่าแรงกรรมกรขนข้าวเปลือกขึ้นฉาง อีก 31,363.97 บาท ยังไม่ได้ชำระให้แก่จำเลยคดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยจะต้องรับผิดใช้ราคาข้าวเปลือกให้แก่โจทก์หรือไม่และฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่จำเลยให้การว่า

โจทก์บรรยายฟ้องวกวนจนทำให้จำเลยไม่อาจเข้าใจได้ว่าโจทก์ฟ้องในมูลเช่าทรัพย์หรือมูลละเมิดจึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมในข้อนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาเช่าฉาง ตามฟ้องจากจำเลยเพื่อเก็บข้าวเปลือกของโจทก์ โดยจำเลยรับรองว่าจะเก็บรักษาข้าวเปลือกที่โจทก์นำมาเก็บไว้ในฉาง มิให้เปลี่ยนแปลงหรือผิดไปจากสภาพเดิมถ้าเกิดความเสียหายหรือสูญหายขึ้นจำเลยจะต้องรับผิดชอบและยินยอมใช้ราคาข้าวเปลือกที่ผิดชนิดหรือขาดจำนวนไปไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ยกเว้นข้าวเปลือกที่ยุบตัวตามสภาพไม่เกินร้อยละ 2 ของจำนวนข้าวทั้งหมดหรือเกิดจากเหตุสุดวิสัยจำเลยไม่ดูแลรักษาข้าวเปลือกของโจทก์ตามสัญญาเป็นเหตุให้ข้าวเปลือกในฉาง สูญหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระราคาข้าวเปลือกดังกล่าว

เห็นว่า ฟ้องโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองแล้ว โจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาในฟ้องโดยละเอียดพร้อมกับแนบสำเนาสัญญาเช่าฉาง เอกชนสำเนาบัญชีข้าวเปลือกและราคาข้าวมาท้ายฟ้องด้วยการที่โจทก์มิได้ระบุในฟ้องว่าเป็นเรื่องผิดสัญญาหรือละเมิดก็ไม่ทำให้เป็นฟ้องเคลือบคลุมแต่อย่างใดปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่าคณะกรรมการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรเป็นผู้แทนโจทก์ผู้อำนวยการเป็นเพียงกรรมการผู้หนึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรพ.ศ. 2517 มาตรา 20, 21 และ 22 ซึ่งไม่ได้ระบุให้เป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้

โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้นเห็นว่า ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรพ.ศ. 2517 มาตรา 20 บัญญัติว่า "ผู้อำนวยการเป็นผู้บริหารกิจการของ อ.ต.ก. ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ข้อบังคับระเบียบ และนโยบายที่คณะกรรมการกำหนด" และมาตรา 22บัญญัติว่า "ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกให้ผู้อำนวยการเป็นตัวแทนของ อ.ต.ก. เพื่อการนี้ผู้อำนวยการจะมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำแทนตนเฉพาะในกิจการใดก็ได้แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนดไว้"จากบทกฎหมายดังกล่าวมาแสดงว่าคณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ในการวางนโยบายทั่วไปเท่านั้นส่วนการบริหารกิจการเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการโจทก์ การฟ้องคดีเป็นกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกซึ่งผู้อำนวยการโจทก์เป็นตัวแทนของโจทก์

เมื่อได้ความว่าร้อยตรีประจวบ บุรพรัตน์เป็นผู้อำนวยการโจทก์ตามสำเนาคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอกสารหมาย จ.2 ร้อยตรีประจวบผู้อำนวยการโจทก์จึงเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดใช้ราคาข้าวเปลือกให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ข้าวเปลือกของโจทก์ในฉาง ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยได้สูญหายไปเพราะความผิดของจำเลยจำเลยจึงเป็นผู้ผิดสัญญา ต้องรับผิดใช้ราคาข้าวเปลือกให้แก่โจทก์ตามฟ้องปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 671 และว่าเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ เมื่อโจทก์เห็นว่าจำเลยผู้ให้เช่าผิดสัญญาทำให้โจทก์เสียหายจะให้จำเลยใช้ค่าเสียหายก็ต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายใน 5 ปี นับแต่วันที่สัญญาเช่าสิ้นสุดลงคดีโจทก์จึงขาดอายุความ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าฉางเอกชน เอกสารหมาย จ.6 นอกจากเป็นสัญญาเช่าทรัพย์แล้วยังมีข้อกำหนดให้จำเลยมีหน้าที่เก็บรักษาข้าวเปลือกและดูแลมิให้เกิดความเสียหายแก่ข้าวเปลือกที่เก็บรักษาไว้ในฉาง

ด้วยหากเกิดความเสียหายหรือสูญหายขึ้น จำเลยต้องรับผิดชอบใช้ราคาข้าวเปลือกที่ขาดจำนวนไปให้แก่โจทก์ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาฝากทรัพย์รวมอยู่ในตัวด้วย ฉะนั้นจำเลยในฐานะผู้รับฝากทรัพย์ซึ่งจะต้องคืนทรัพย์ที่รับฝากไว้ให้แก่โจทก์เมื่อทรัพย์ที่รับฝากสูญหายไป จำเลยจึงต้องใช้ราคาทรัพย์ที่รับฝากไว้แทนตัวทรัพย์การฟ้องให้ใช้ราคาทรัพย์ในกรณีเช่นนี้ไม่ใช่เรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 671และไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เดิมคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความดังที่จำเลยฎีกาส่วนฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องแย้งที่ขอให้โจทก์ชำระค่าเช่าฉาง

งวดที่สองและค่าแรงกรรมกรนั้น เห็นว่าจำเลยฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเช่าฉาง งวดที่สอง68,750 บาท และค่าแรงกรรมการอีก 31,363.97 บาทรวมเป็นเงิน 100,113.97 บาท แก่จำเลย จึงเป็นคดีที่มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
สมพงษ์ สนธิเณร · สมภพ โชติกวณิชย์ · ไพโรจน์ คำอ่อน
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 326/2534

ป.พ.พ. มิได้มีบทบัญญัติว่าผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจะต้องชำระบัญชีให้เสร็จภายในกำหนดเวลาใด เมื่อการชำระบัญชียังไม่เสร็จผู้ชำระบัญชีย่อมมีอำนาจตามมาตรา 1259 ระยะเวลาการชำระบัญชีไม่ใช่อายุความจะนำบทบั…

Supreme Court Judgment No. 9489/2558

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยประมาทเลินเล่อขับรถบรรทุกชนท้ายรถโดยสาร ทำให้รถโดยสารที่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์อยู่ได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น และ…

Supreme Court Judgment No. 1570/2556

การฟ้องคดีล้มละลายเป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั่วไป เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวที่มีอำ…

Supreme Court Judgment No. 3801/2555

สัญญาเช่ามีคำมั่นว่าก่อนครบสัญญาเช่า โจทก์และจำเลยจะปรับเปลี่ยนค่าเช่าหรือระยะเวลาเช่าในอัตราที่เป็นธรรม ดังที่ปฏิบัติมาเป็นปกติประเพณี ข้อความดังกล่าวไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับค่าเช่าหรือระยะเวลา…

Supreme Court Judgment No. 11043/2553

จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความค่าเสียหายที่เกิดแก่รถบรรทุกของจำเลยที่ 2 จากการกระทำละเมิดของโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 1 มิได้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในส่วนของจำเลยที…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up