Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5240/2545

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

คำฟ้องโจทก์มิได้กล่าวอ้างหรือแสดงว่า จำเลยที่ 3 รับประกันภัยจากจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยในลักษณะประกันภัยค้ำจุน ซึ่งจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งคือบริษัท อ. และซึ่งจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ ฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญอันเป็นมูลที่จะให้จำเลยที่ 3 ต้องรับผิด บริษัท อ. และจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันเอาประกันภัยกับจำเลยที่ 3 ความรับผิดของจำเลยที่ 3 ต่อบริษัท อ. ตามกรมธรรม์ประกันภัยจึงหาใช่ความรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนไม่ จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 กำหนดให้ศาลต้องสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ไม่ว่าคู่ความจะมีคำขอหรือไม่ แม้จะให้เป็นพับกันไปก็ต้องสั่ง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยจากจำเลยที่ 2 ในความเสียหายจากการทำงานของจำเลยที่ 2 บริษัท เอ อี(ไทย) จำกัด (ที่ถูกบริษัทเอส.เอ.อี. (ประเทศไทย) จำกัด) ซึ่งเป็นเจ้าของทาวเวอร์เครน โปเทรน อี 2/23 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 รื้อถอนทาวเวอร์เครนดังกล่าวที่โรงงานของบริษัทเอส.เอ.อี. (ประเทศไทย) จำกัด โดยจำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ควบคุมการรื้อถอน จำเลยที่ 1 กระทำการด้วยความประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้ทาวเวอร์เครนพลิกคว่ำ ทำให้ทาวเวอร์เครนและทรัพย์สินอื่นที่อยู่ใกล้เคียงได้รับความเสียหาย รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 3,250,000 บาท โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับประกันภัยจากบริษัทเอส.เอ.อี. (ประเทศไทย)

จำกัด ได้จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวไปแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันมาเรียกร้องเอาแก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กระทำละเมิดจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยความเสียหายจากจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้จำนวน 2,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้จำนวน 650,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การจำเลยที่ 3 ให้การว่า

จำเลยที่ 3 ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ทั้งสองจำเลยที่ 3 เป็นคู่สัญญาประกันภัยกับจำเลยที่ 2 หากจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนประการใดก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 2 ไม่เกี่ยวกับโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจรับช่วงสิทธิตามกฎหมายมาไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 3 บริษัทเอส.เอ.อี. (ประเทศไทย)จำกัด เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นลำดับแรก ส่วนจำเลยที่ 2 และบริษัทเอส.เอ.อี. (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3 เพื่อวินาศภัยอันเดียวกัน เมื่อโจทก์ทั้งสองได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทเอส.เอ.อี. (ประเทศไทย)จำกัด คุ้มจำนวนวินาศภัยแล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอีก

ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 2,400,000 บาท และ200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2538 และวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2539 ตามลำดับ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กันยายน 2538 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 3 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2ด้วย

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสองจำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้รับประกันวินาศภัยทรัพย์สินของบริษัทเอส.เอ.อี. (ประเทศไทย) จำกัดหรือบริษัทโซซิเอเต้ ออกซิลิแย ตองเตอร์ปรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด นับแต่วันที่ 11 เมษายน2538 ถึงวันที่ 11 เมษายน 2539 จำนวนเงินเอาประกันภัย 69,914,415 บาท โดยโจทก์ที่ 1 เฉลี่ยความรับผิดร้อยละ 80 โจทก์ที่ 2 เฉลี่ยความรับผิดร้อยละ 20 ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.5 บริษัทเอส.เอ.อี. (ประเทศไทย) จำกัด และหรือจำเลยที่ 2 ได้เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3 นับแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2538 ถึงวันที่ 29 มิถุนายน 2538 ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย

จ.7 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2538 บริษัทเอส.เอ.อี. (ประเทศไทย) จำกัด จ้างจำเลยที่ 2 รื้อถอนทาวเวอร์เครน ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณโรงงานของบริษัทเอส.เอ.อี. (ประเทศไทย) จำกัด จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2และเป็นผู้ควบคุมการรื้อถอนทาวเวอร์เครนได้กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ทาวเวอร์เครนล้มลง ทาวเวอร์เครนและทรัพย์สินอื่นของบริษัทเอส.เอ.อี. (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งสองได้ชำระค่าเสียหายให้แก่บริษัทเอส.เอ.อี. (ประเทศไทย) จำกัดเป็นเงิน 2,600,000 บาท และ 650,000 บาท ตามลำดับคดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่

เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสองมิได้กล่าวอ้างหรือแสดงว่า จำเลยที่ 3 รับประกันภัยจากจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยในลักษณะประกันภัยค้ำจุน ซึ่งจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัย เพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งคือบริษัทเอส.เอ.อี (ประเทศไทย) จำกัด และซึ่งจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ ฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงขาดสาระสำคัญอันเป็นมูลที่จะให้จำเลยที่ 3 ต้องรับผิด ในชั้นพิจารณาโจทก์ทั้งสองคงมีแต่นายสมพร สุริมิตรตระกูล ทนายโจทก์ทั้งสองเบิกความว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยความเสียหายในการรื้อถอนทาวเวอร์เครนตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย

จ.7 โดยมีเงื่อนไขในการรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แทนจำเลยที่ 2 ไม่เกิน 4,000,000 บาท นายสมพรมิได้เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 3 ตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 2 ให้แก่บุคคลภายนอกคือบริษัทเอส.เอ.อี. (ประเทศไทย) จำกัด และตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.7 ที่โจทก์ทั้งสองอ้างส่งศาล ก็ปรากฏว่าบริษัทเอส.เอ.อี. (ประเทศไทย) จำกัด และจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันเอาประกันภัยกับจำเลยที่ 3 ความรับผิดของจำเลยที่ 3 ต่อบริษัทเอส.เอ.อี. (ประเทศไทย) จำกัด ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.7 จึงหาใช่ความรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนไม่ ดังนั้น ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองจำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสอง

ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 3 เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไปอนึ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 กำหนดให้ศาลต้องสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ไม่ว่าคู่ความจะมีคำขอหรือไม่ แม้จะให้เป็นพับกันไปก็ต้องสั่ง แต่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 3 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 3 ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

Matter details

Panel of judges
สมศักดิ์ เนตรมัย · ไพศาล เจริญวุฒิ · ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 8820/2558

คำบรรยายฟ้องใดจะชัดเจนหรือไม่ เพียงใด จำต้องพิจารณาเหตุแห่งข้ออ้างทั้งหลายประกอบเอกสารที่แนบไว้ท้ายคำฟ้องว่าเพียงพอให้เข้าใจสภาพแห่งข้อหาหรือไม่ ทั้งต้องไม่มีผลกระทบต่อการต่อสู้คดีของจำเลย คำฟ้องของโจ…

Supreme Court Judgment No. 14217/2558

โจทก์ได้บรรยายให้เห็นว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัย เรือ พ. จากบริษัท อ. จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองอู่ต่อเรือ จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการเรือ พ. มีหน้าที่ดูแลรักษาและซ่อมแซมเรือและเข้าร่วมซ่อมแซมเรือกับจำเ…

Supreme Court Judgment No. 9532/2557

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยที่ 2 ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยั…

Supreme Court Judgment No. 4997/2548

คำฟ้องโจทก์บรรยายแล้วว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างและขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ได้ขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์บรรทุกที่ลูกจ้างโจทก์ขับได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายให้แก…

Supreme Court Judgment No. 7064/2547

สัญญาประกันภัยค้ำจุนตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 กำหนดให้ผู้รับประกันภัยจะต้องรับผิดต่อเมื่อเป็นวินาศภัยซึ่งผู้เอาประกันจะต้องรับผิดชอบ ดังนั้น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจะใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ต่อเมื่อ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up